วันอาทิตย์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2554

สัจจะที่ซ่อนกายในสายหมอก

.........หอบ เหนื่อย และตาบวม คือปรากฎอาการของร่างกายที่เกิดขึ้น หลังจากต้อนรับมวลมิตรผู้จรแรมจากแดนไกล ทุกๆ ครั้ง หลังนอนดึก และดื่มด่ำบรรยากาศยามรัตติกาล จวบจนฟ้าสางเช่นนี้ ผมรู้ได้ทันทีว่าจะเกิดอาการเยี่ยงนี้เสมอ มันคือผลพวงของการต้อนรับที่นวลนุ่มและงดงาม ปราศจากมายาคติ ทุกอย่างเกิดจากใจ ออกจากใจและส่งให้ ผู้มาเยือนด้วยใจ เช่นกัน

.........8-9 มกราคม 2553 คือห้วงเวลาที่ผมได้มีโอกาสต้อนรับ พี่ๆ น้องๆ จากบริษัท แพนดอร่าโพรดักชั่น กรุงเทพ ซึ่งคณะฯ ได้มาจัดกิจกรรมวันเด็ก มอบสื่อ วัสดุ อุปกรณ์และที่สำคัญได้มามอบ อาคารเติมฝันวันใหม่ เพื่อน้องผู้ห่างไกล ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างขึ้น รองรับการมาเรียนของเด็กๆ ในปัจจุบันและจะเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมทั้งเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพัฒนาแบบองค์รวมของเราต่อไป นับมูลค่า ตั้งแต่การมาประสานจนถึงวันส่งมอบข้าวของ ทั้งหมดนั้นแล้ว เกือบ 700,000 บาท เห็นจะได้ ในการนี้ มีผู้ใหญ่ใจดี 2 คน เป็นตัวแทนคนดีๆ เกือบ 5,000 คน ของบริษัท นำโดยพี่ปุ๊ และพี่เคน เป็นหัวหน้าคณะการเดินทาง การนัดหมายได้เกิดขึ้นก่อนหน้า ประมาณ 5 เดือน แล้ว มีการมาเยี่ยม ดู และประสาน ทั้งในพื้นที่ เมล์และโทรศัพท์ เป็นระยะอย่างสม่ำเสมอตลอดมา จนวันที่พวกเรารอคอยก็มาถึง

........เช้าวันที่ 8 มกราคม หลังเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ยังไม่สร่างซา ผมก็ได้ต้อนรับแขกรายใหญ่และรายแรกแห่งปี พี่น้องชาวคณะ มากันโดยใช้รถปิ๊กอัพ ทั้งรถส่วนตัวและของบริษัท ประมาณ 7 คัน รวมสมาชิกจาริกดอยในครั้งนี้ ราวๆ 20 คน ผมพาไปทานข้าวเช้า ที่ร้านครัวทองเพียร ซดแกงร้อนๆ และอาหารรสจัด เพื่อให้หายจากอาการเหนื่อยล้าและเมาทาง ผมรู้และเข้าใจหัวอกของคน เมา(ทาง) ดีว่า พะอืดพะอม ขื่นขม ฝื่นฝาด เช่นไร เห็นจะมีแกงร้อนๆให้หีบซดและอาหารรสจัดๆ เช่น ส้มตำ ยำ เท่านั้น ที่จะบรรเทาอาการเมาให้เบาคลายลงได้ หลังจากที่พวกเราได้รู้จักกัน ทานข้าวร่วมกัน ทำธุระส่วนตัว(ล้างมือ ล้างหน้า) เสร็จแล้ว ผมก็ขับรถนำทีมไปกราบนมัสการหน่อเนื้อพุทธองค์ (พระอาจารย์จรัญ อภิชาโต) ที่วัดถ้ำเหง้า ทุกวันนี้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดถ้ำพระโบราณ บางคนเรียก วัดถ้ำพระ ก็สุดแล้วแต่ใครจะเรียกชื่ออะไร สลักสำคัญคงไม่ได้อยู่ที่ชื่อ หากแต่อยู่ข้างในวัดต่างหาก ผมศรัทธา พระอาจาย์มาก ทุกครั้งที่มีแขกมาเยือน ผมจะพาไปกราบท่านมิได้เว้น ถือว่าเป็นกิจอย่างหนึ่งที่ต้องทำ ไม่รู้สิ มีคนสอนผมว่า บัวจะโผล่พ้นน้ำและบานได้ ย่อมต้องการแสงสว่างที่บริสุทธิ์ ผมคิดว่า แสงสว่างมีอยู่ในวัดแห่งนี้เสมอ และก็ยังหวังลึกๆ ว่า แขกของผมและรวมถึงตัวผมด้วย คงโผล่พ้นและเบ่งบานอย่างงดงามในสักวันหนึ่ง พระอาจารย์เทศนาและมอบวัตถุมงคลซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนแห่งสติให้ทุกคนที่ได้ไป ระลึกรู้ ตื่นอยู่เสมอ .......

.......หลังจากนั้น ผมก็พาคณะเลื่อนล้อป่ายปีนภู ขึ้นยอดดอย จากเหนือ วกลงใต้ วนไปตก เวียนทิศตะวันออก เป็นเช่นนี้ ตามทางจรลีบนเทือกภู ผ่านดอยลูกแล้วลูกเล่า ก็ถึงจุดหมายปลายทางยังโรงเรียนบ้านแม่นาจางเหนือ ซึ่งกินเวลาเกือบบ่ายคล้อยแล้ว น้องๆ คณะครู นักเรียนและชาวบ้านได้จัดแจงแต่งดาสถานที่ไว้เป็นอย่างดี ทั้งเวทีจัดงาน สถานที่พักผ่อน โรงครัวรับประทานอาหาร ดูแล้วก็พร้อมสำหรับการทำหน้าที่ของมัน ชาวคณะแยกย้ายทำภารกิจส่วนตน เรามีนัดหมายกันว่า คืนนี้จะส่งมอบอาคารและข้าวของต่างๆ พร้อมกับเลี้ยงฉลองกัน


ด้านอาหารการกินนั้น ครูกระแตพาน้องๆ ทำกับข้าวหลากหลายอย่าง ส่วน ครูจรัญ สมชิต และชาวบ้านสองสามคน ช่วยกันหันหมู วันนี้โรงเรียนเป็นเจ้าภาพใหญ่ ต้อนรับมิตรแดนไกลด้วยความเต็มใจและยินดียิ่ง ประมาณ 2 ทุ่ม ทุกคนก็พร้อมกันที่โรงอาหาร เมนูต่างๆ ที่เตรียมไว้ถูกเสริฟ ตามจังหวะเวลาที่เหมาะสม วันนี้ ทั้งวัน ผมยิ้มสุขใจลึกๆ ภายใน ที่ได้เห็นมิตรภาพจากผองเพื่อน เห็นน้ำใจงามๆ จากชาวบ้าน ช่วยกันจัดเตรียมงานจนสำเร็จไปได้ด้วยดี สุขแค่ไหนบอกไม่ถูก อธิบายหรือพูดให้ใครฟังก็ยากยิ่งนัก พิธีการเริ่มขึ้น โดยตัวแทนโรงเรียนกล่าวต้อนรับและขอบคุณแขกมาเยี่ยม ผมเชิญกำนันตำบลแม่นาจาง ให้เป็นผู้แทน ซึ่งในวันนี้เขาเป็นทั้งพี่ เพื่อนและขุนพลร่วมกรำศึกต่อสู้เพื่อสิ่งดีงามมานานร่วม 700 กว่าวัน กำนันกล่าวขอบคุณทั้งน้ำตา หยดน้ำใสๆ จากดวงตาของลูกผู้ชาย มันบ่งบอกได้ว่าในใจเขามีความรู้สึกเช่นไร และคงมิเป็นการเกินเลยหากจะบอกว่าลูกบ้านก็ล้วนมีความรู้สึกไม่ได้แตกต่างจากเขามากนัก "....ขอบคุณแทนเด็กๆ ขอบคุณ แทนพี่น้องชาวแม่นาจางเหนือ.... ตะบรึหนอ....." มันสั้นๆ แต่ผมรู้ว่า มีความหมายที่ย่างยาวและคงจดจำไปอีกนานแสนนาน

......เรามีพิธีการกันเล็กน้อย หลังจากนั้น ก็เป็นการสังสรรค์ ของมิตรสหายที่มาเยี่ยมยามกัน..... ผมเดินรอบโรงอาหารทักทายเอื้อย อ้าย พี่น้อง เกือบทุกคน เสียงเพลงคาราโอเกะดังไม่ขาด นักร้องคนดัง นักฟังคนฮิต ต่างงัดเพลงออกมาขับกล่อมกันอย่างสนุกสนาน ได้อารมณ์ตามประสาพวกเรา พิเศษนอกจากแขกบ้านไกลแล้ว ปีนี้เรามีมิตรสหาย ซึ่งท่านเป็นปลัด อบต. ชาวบ้านเรียกว่า ป.เปี๊ยก ร่วมต่อสู้ ให้กำลังใจ และเคียงบ่าเคียงไหล่กับเรามาตลอด สักเที่ยงคืน ...ผมใจหาย ระคนแปลกใจ ว่าน้อง ๆ คณะครู พี่เคน และพี่ปุ๊ หายไปไหน ไฟในโรงเรียนก็ดับมืดมิด เสียงเพลงดังก้อง เงียบเสียงลงแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย สักพัก คณะฯทั้งในและนอก ต่างวิ่งกรูกันมาที่โรงอาหารที่จัดเลี้ยงกัน ผมตกใจเล็กน้อย แต่ก็พยายามตั้งสติ
ทันใดก็เห็นแสงรำไรจากเปลวเทียนบนจานข้าว เดินเปล่งแสงเรืองรอง ฝ่าความมืดเข้ามายังบริเวณงาน และแล้ว ครูจรัญ ก็นำกล่าวและเชิญ คนนั้น คนนี้ ขึ้นกล่าวอวยพร ผมจึงถึง บางอ้อบางประกง ก็คราวนั้น พรุ่งนี้จะเป็นวันคล้ายวันเกิดของเรา ทีมงานเลยเล่นเซอร์ไพรซ์แบบไม่ให้ตั้งตัว เหนือสิ่งอื่นใด ความสำคัญของวันคล้ายวันเกิดนั้น นอกเหนือจากเค้กข้าวสวย โรยหน้าด้วยมะเขือเทศแดงสุกอย่างสวยงามประณีต ซึ่งบ่งบอกความตั้งใจของผู้ประดิดประดอยแล้ว สิ่งสำคัญที่นอกจากนั้น ท่ามกลางรัตติกาลและความเยือกหนาวจากหมอกหนาแล้วก็คือ การกล่าวของ พี่เคน ผมจำได้ ติดหู "ผมเห็นรอยยิ้มของเด็กๆ และของคุณครูที่นี่แล้ว มีความสุข ใส ไร้เดียงสา ปีหน้าผมจะทำผ้าป่า มาในนามส่วนตัว ผมรู้แล้วว่าจะทำอะไรให้ที่นี่" ช่างเป็น ของขวัญวันเกิดที่ท้าท้าย และยิ่งใหญ่นัก หลังลงจากเวที พี่เคนมอบนามบัตร ให้ผมสำหรับการติดต่อ ".....ปีหน้าพ้อกัน....ผมสิกลับมาอีก......."

............ดึกมากแล้ว สมควรแก่เวลา ทุกคนจึงแยกย้ายกันกลับที่พัก ซุกกายใต้ผ้าห่มและหลับใหล หมอกโรยตัวคล้ายธารเถ้า กระจายฝูงขาวหม่นเต็มลานสนาม ดอยทั้งดอยถูกห่มมุงด้วยหมอกมัว ........


.......กาลผันผ่าน หมุนวนไปตามวัฏฏะ สรรพสิ่งย่อมเปลี่ยนไปตามแต่เหตุและปัจจัย นับเวลาผ่านไปได้เกือบปีเต็มๆ สิ่งดี ๆ ก็ไหลเข้ามาในโรงเรียน เพื่อเป็นปัจจัยส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กๆ น้ำใจจากหลายทิศ ได้ช่วยเหลือ ในสิ่งที่จำเป็นและเขินขาด บ้างเป็นหนังสือ สมุด ดินสอ อุปกรณ์กีฬา เสื้อผ้า สิ่งปลูกสร้าง ฯลฯ ซึ่งก็ถือว่าเหมาะสม พอควร ที่เขาควรจะมีและควรจะได้ ในฐานะมนุษย์ผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตายร่วมโลกเดียวกัน ที่ยังพร่องในปัจจัยพื้นฐาน และมีผู้พร้อม เกิน เหลือ และเต็มใจที่จะให้ แบ่งปันกัน หลังจากต้อนรับ คณะคุณซูซาน ซึ่งเป็นฝรั่งคณะหนึ่งที่ให้การสนับสนุนการศึกษาในเขตพื้นที่ภุเขาสูงมานาน ได้มามอบบ้านพักนักเรียนให้แก่เด็กๆ แล้ว ก็มีโอกาสพาคณะฯ ดังกล่าว ไปที่ทุ่งดอกบัวตอง ดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม (ราวๆ 14 พฤศจิกา 53 ) ขณะที่เดินนำคณะ ชมแต่ละจุดอยู่นั้น ก็ได้รับโทรศัพท์ทางไกลจาก กรุงเทพ .....ต้นเสียงจากปลายทาง คือพี่เคน นั่นเอง ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน นับตั้งแต่วันเด็กคราวแล้ว แทบไม่ได้ติดต่อกันเลย "ให้อาจารย์ ดำเนินการได้เลยเด้อ เรื่องที่เว้ากันไว้...... ผมไปแน่นอน ประมาณ 26 ธันวา นี้..." เป็นคำยืนยันที่หนักแน่น ว่าคำมั่นที่ให้ไว้ ต้องได้รับการปฏิบัติ ..........

....................ท่ามกลางฝูงหมอกห่มและสายลมหนาว ตอนปลายเดือนธันวา 53 ผมก็ได้มีโอกาสต้อนรับมิตรสหาย รายแรก รายใหญ่ และเป็นรายเดียวกันกับต้นปีที่ผ่านมา หากจะพิเศษกว่าคราวแล้ว ก็ตรงที่ว่า ครั้งนี้ แต่ละท่านได้พาคนพิเศษ ของตนมาจาริกดอยอย่างพร้อมเพียงเรียงหน้ากัน สำหรับการต้อนรับในครั้งนี้ พวกเราชาวบ้านก็เต็มที่อย่างเช่นที่ผ่านมา พี่น้องได้จัดกิจกรรมสนุกๆ ให้กับเด็กน้อย มอบข้าวของให้กับชาวบ้านและโรงเรียน เหนือสิ่งอื่นใด ก็คือว่า แม้ฝูงหมอกครานั้นจะไม่ใช่ครานี้ แม้สายลมหนาวยามนั้นจะไม่ใช่ยามนี้ แต่คำสัจจะที่ได้ให้ไว้ในวันนั้น ก็ได้รับการพิสูจน์ชัดแจ้ง แล้วว่า ณ ดินแดนดอยสูงแห่งนี้ คือเวทีพิสูจน์คนแท้ คนจริง แม้หมอกเหมยจะสลาย แต่ "สัจจะยังซ่อนกายในสายหมอก" เพราะเขาคือคนแท้ คนจริง จริง!!!!!


พี่สมัย เชื้อสระคู.............คนจริงแห่งทุ่งกุลาร้องไห้
อ้ายเคน .........................เลือดร้อยเอ็ด

ขอน้อมคารวะด้วยจิตศรัทธา
พิณ คืนเพ็ญ

วันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ลานประสบการณ์















คณะตัวแทนสำรวจสถานที่สร้างค่าย ขณะมาสำรวจพื้นที่ ณ โรงเรียนบ้านแม่นาจางเหนือ

........................................................

ค่ายสร้าง มทร.ธัญบุรี เปิดค่ายปลายตุลาคม 53

พร้อมๆ กับฝอยฝน ลมหนาวและข้าวไร่เหลือง

งานทุกอย่างถูกแข่งกับเวลา เวลาที่มีจำกัดในการปฎิบัติภารกิจที่ตั้งไว้

.....เราจะทำลานอเนกประสงค์.....

ลานอเนกประสงค์ ที่มีกายเป็นวัสดุ มีจิตเป็นโครงสร้าง มีหยาดเหงื่อแทนเม็ดทราย

มีน้ำใจเป็นตัวประสาน ให้งานเทลานสำเร็จลงได้.....เป็นลานที่สอนให้ทุกคนเรียนรู้ คำว่า ให้

ให้ผู้อื่นก่อนที่จะรับหนึ่ง

ให้โอกาสเรียนรู้กับตนหนึ่ง

ให้ความมุ่งมั่นเป็นเนื้องานหนึ่ง

ให้ความทุ่มเท...จวบฟ้าสางหนึ่ง

เพียงเป้าหมายเดียว คือ ภารกิจที่ตั้งไว้ ต้องแล้วเสร็จก่อนเดินทางกลับ

นับเป็นความอาจหาญ ของหนุ่มสาวรุ่นใหม่ จากกรุงไกล

นับเป็นอหังการ์ของหน่อเนื้อดนุชน ที่ดอยไกล ได้รู้จักและต้อนรับ

นับเป็นผลิใบใหม่ อันงดงามของสังคม ในยามที่ต้องการความร่มเย็นจากแมกไม้

นับเป็นผลผลิตของระบบการศึกษา ที่ทุกคนกำลังหาคำตอบ

การศึกษาเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

การศึกษาเพื่อการให้สิ่งดีดีแด่ผู้อื่น

การศึกษาเพื่อการพัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน

การศึกษาเพื่อสร้างคน ให้เป็นคนที่สมบูรณ์

นักศึกษาค่ายพัฒนาสังคม มทร.ธัญบุรี คือคำตอบ

เพราะพวกเขา ตอบคำถาม ผ่านการกระทำตลอดระยะเวลา ที่อยู่ แม่นาจางเหนือ

เพราะพวกเขา ได้แสดงออกในสิ่งที่สังคมฝันถึงและถวิลหา

พวกเขาเห็น และยลยิน เสียงเล็กๆ ของเพื่อนผู้ร่วมเกิดแก่เจ็บตาย

พวกเขา จึงได้รังสรรค์ กิจกรรมดีงามเหล่านี้

จึงไม่แปลกที่ หนุ่มสาวเหล่านี้จะเข้าไปนั่ง ใน หัวใจของมวลชน

จึงไม่แปลกที่ งานตั้งธงไว้ ได้ก่อเกิดเป็นลานที่งดงาม

เป็นลานแห่งการเรียนรู้ เป็นลานประสบการณ์ชีวิต เป็นลานอเนกประสงค์

และเป็นลานอะไรต่อมิอะไร ฯลฯ

.....ตลอดระยะเวลาที่ฝอยฝน ลมหนาว ข้าวไร่เหลืองมาเยือน......
เราเห็น เรารับรู้ เรารับทราบ .....เราซาบซึ้ง

เราชื่นชมและศรัทธาท่าน จากใจจริง

..........นักศึกษาค่ายพัฒนาสังคม มทร.ธัญบุรี.......

จากใจจริงของเรา คนภูเขา

ดอยแม่นาจางเหนือ แม่ลาน้อย แม่ฮ่องสอน

วันพฤหัสบดีที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2553

ค่ายพระนครเหนือ


......ชมรมค่ายอาสาพัฒนา ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือได้มาออกค่าย สร้างห้องสมุด ณ โรงเรียนบ้านแม่นาจางเหนือ เมื่อวันที่ 7-24 ตุลาคม 2552 นับเป็นกลุ่มนักศึกษากลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาร่วมพัฒนากับทางโรงเรียน ค่ายนี้มีสมาชิกประมาณ 50-70 คน และยังมีบางส่วนทยอยมาสมทบเป็นระยะๆ การบริหารจัดการค่ายถือว่ามีความเป็นระบบดีมาก มีการแบ่งโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจน เช่น กลุ่มอาหาร กลุ่มโครงสร้าง กลุ่มมวลชน ฯลฯ ประมาณนี้ ....
....ชมรมค่ายอาสาพัฒนา ม.พระจอมเกล้าพระนครเหนือ มีอาจารย์ที่ปรึกษา คือ รศ.ดร.วรา วราวิทย์ ประธานภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า ม.พระจอมเกล้านครเหนือ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ซึ่งท่านได้มาให้กำลังใจนักศึกษาถึงโรงเรียนบ้านแม่นาจางเหนือ จากการสนทนาและร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับท่านอาจารย์ ท่ามกลางคืนค่ำและดื่มด่ำบรรยากาศของเทือกภู ของคืน 14 ตุลา 52 ได้ข้อสรุปว่า จะพยายามจัดให้มีค่ายต่อไป ประมาณเดือนธันวาคม 52 เป็นค่ายลักษณะบูรณาการ อาจารย์ให้ชื่อว่า โรบัวตอง (ค่ายหุ่นยนต์)ซึ่งเป็นการผสานกันระหว่าง โรบอส (หุ่นยนต์) กับบัวตอง (สัญลักษณ์แม่ฮ่องสอนและความเป็นคนสันภู) ค่ายหุ่นยนต์โรบัวตอง ครั้งที่ 1 จึงเกิดขึ้น ณ บัดนั้นเป็นต้นมา.....

ท่าน รศ.ดร.วรา วราวิทย์ ถ่ายรูปกับผู้เขียน ขณะมาเยี่ยมและให้กำลังใจนักศึกษา

...น้องๆ ชมรมค่ายอาสา ทำงานอย่างหนัก ขมักขเม้นตามหน้าที่ของตนเอง จนงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี ที่เห็นและเหนื่อยสุดๆ คือ การไปหาไม้มาทำป้าย ซึ่งต้องปีนดอยหลายต่อหลายลูก พร้อมๆกับหามออกมาอย่างทุลักทุเล มีแกลลอนน้ำดื่มอุทัยทิพย์แกลลอนนึงเป็นสเบียงกรัง สำหรับดื่มแก้กระหายและกันหนาว....ผมยังจำภาพวันที่เราเข้าไปแบกไม้ได้ดี....







ภารกิจของชมรมค่ายอาสาพัฒนา มจพ.สำเร็จด้วยดี ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่สำคัญที่สุด คือน้องๆ นักศึกษา ผู้ใหญ่ใจดีที่ให้การสนับสนุนด้านต่างๆ ชาวบ้านแม่นาจางเหนือ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 21 ที่ให้การสนับสนุนรถยนต์ หกล้อ ลำเลียงนักศึกษาจาก เชียงใหม่-แม่นาจางเหนือ คณะครู นักเรียน โรงเรียนบ้านแม่นาจางเหนือ ทุกคนที่ช่วยกันสานสร้างสิ่งสร้างสรรค์เพื่อลูกหลาน จนเป็น หอคัมภีร์แห่งยอดดอย

ขอบคุณผู้ประสานงานและเกี่ยวข้อง
น้องเบล อัคราวุธ ชมจินดา ประธานชมรมค่ายอาสาฯ
รศ.ดร.วรา วราวิทย์ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมค่ายอาสาฯ
โรงเรียน รปค.21 สนับสนุนยานยนต์ตลอดค่าย
พี่หมู คุณากร พิทักษ์ชลทาน กำนันตำบลแม่นาจาง
น้องๆ ชมรมค่ายอาสาพัฒนาทุกคนครับ




















วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

บนยอดดอย:ความฝันใฝ่ของครูใหญ่ (ใหม่) คนหนึ่ง

10 ปีกว่า ๆ แล้ว ที่ผมหลงมนต์เสน่ห์เมืองแม่ฮ่องสอน จนถอนตัวไม่ขึ้น ไม่รู้สิ...บอกไม่ถูกเหมือนกัน ว่าเพราะเหตุใด จึงเลือกที่จะฝากกายไว้ที่นี่ แม้.... จวบจนวาระสุดท้่ายของชีวิต ....ก็ตาม
คงจะมีเหตุผลที่ย่งใหญ่ คงมีปัจจัยที่สำคัญจนไม่สามารถบอกได้ว่า อะไรสำคัญกว่าอะไร หรืออะไรย่ิงใหญ่กว่าอะไร มันเป็นความงดงามและความลงตัวของจังหวะชีวิต ที่มีคุณค่าและความหมาย จนมิอาจนิยามว่าเป็นเฉกเช่นนั้นเช่นนี้ได้...
18 เมษา 2543 คือวันแรกที่มีโอกาสได้มาสัมผัสเมืองสามหมอก นอกจากดูแผนที่และสอบถามคนรอบข้างแล้ว แม่ฮ่องสอนไม่เคยมีพิกัดในการรับรู้ใดๆ มาก่อนเลย ขณะเดินทางมา ก็เป็นช่วงหน้าแล้ง ไฟป่า หมอกควัน มืดมุงถนน และห่มคลุมดงดอยจนขาวโพลน เดินทางเกือบ 30 กิโล จะมีป้ายบอกชื่อหมู่บ้านและโรงเรียนสักที่นึง แขวนไว้ตามจุด เป็นระยะๆ นานๆจึงจะเจอบ้านคนสักหลัง แล้งก็แล้ง พื้นที่ทำเกษตรก็มีน้อย ส่วนมากเป็นพื้นที่ลาดเอียง ที่ราบลุ่มอย่างอีสานหายากมาก คิดในใจ "เขาอยู่กันยังไง" "อยู่ได้ยังไง้เนี่ย..." พร้อมกับถามย้อนตัวเองว่า "แน่ใจแล้วหรือ......ที่จะเลือกแม่ฮ่องสอน
แต่เมื่อได้มาอยุ่ ได้สัมผัสกับธรรมชาติ ผู้คน และเด็กๆแล้ว จึงรู้ว่าตนเองได้ค้นพบคำตอบที่ถูกถามในใจตลอดมา อาจเพียงเพราะความง่ายงามของคนแม่ฮ่องสอน ใจดี ใจงาม

.....อาจเพียงเพราะป่าที่ยังคงเป็นป่า ที่สามารถกลั่นน้ำให้เป็นฝน และผุดพื้นซึมสาย รินรวมเป็นลำธารน้อยใหญ่ได้
......อาจเพียงเพราะความใสและไร้เดียงสาของเด็กๆ แม้จะขมุกขมอม เปื้อนฝุ่นดินผง ก็ยังคงความน่ารักตามประสาของชาวป่าชาวดอย
.......อาจเพียงเพราะถนนหนทาง ที่ยากลำบาก นับจากที่เยี่ยมสุด คือ ถนนดำ คอนกรีต ลูกรัง และยากถึงยากสุด เช่น ถนนดินเลน โคลนตม ลำน้ำ และ อื่นๆ อีกมากมายที่ใช้สัญจรไปมา ที่ในเมืองไม่อาจเรียกว่า ถนน ได้
......อาจเพียงเพราะ ฝุงหมอกที่หยอกเย้าในยามเช้าและลมโชยยามเย็นส่งท้ายเราก่อนเข้านอน
......อาจเพียงเพราะ วอมไฟของแสงเทียน จากกระท่อมน้อย บ้านพักครู ในโรงเรียนยามราตรี
.....อาจเพียงเพราะ คีตศิลป์ จากน้ำตก ที่บรรจงบรรเลงเสียงซู่ซ่าๆ ท่ามกลางความวิเวก สงบ และสงัด ของผืนป่า ซึ่งชื่นใจ ยามยลยิน
.....หรือ อาจเพียงเพราะ อะไรต่อมิอะไร อีกมากมาย ที่มันไม่ได้ยิ่งใหญ่ ในสายตาของหลายๆ คน แต่มันดลและสะกดใจเราให้แน่นิ่งราวต้องมนต์ จึงทำให้อยู่แม่ฮ่องสอน ได้ 10 ปีกว่าๆ ดังกับว่า ได้ร่วมงานปาร์ตี้ที่สนุกสนาน สัก 10 นาที
ยอมรับว่า มาแม่ฮ่องสอน ครั้งแรกๆ ตั้งใจมาอยู่ แล้วก็จะกลับ อย่างช้าไม่ให้เกิน 2 ปี จะขอย้าย เพราะเหตุผลส่วนตัว แต่แล้ว....ด้วยเหตุดังว่า วันเวลาจึงลากยาวมาถึงปัจจุบัน
.......ปีแรกบรรจุเป็นครูใหม่ ที่โรงเรียนบ้านสันติสุข สปอ.แม่สะเรียง เป็นหมู่บ้านละว้า ชาวบ้านมีอาชีพ ปลูกกะหล่ำ และทำนา นักเรียน ประมาณ 90 คน มีครู 3 คน ครูใหญ่ 1 ภารโรง 1 เปิดสอนตั้งแต่ อนุบาล-ป.6 โรงเรียนมีอาคารเรียน 3 หลัง ค่อนข้างจะพร้อมสำหรับการจัดการสอนที่นี่ พวกเราสอนจันทร์ ถึงเสาร์ หยุดวันอาทิตย์ แล้วชดเชยวันหยุดตอนปลายเดือน บางเดือนก็ได้กลับบ้าน บางเดือนก็ลงแม่สะเรียง เช่าบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งกับคุณครู 3-4 คน เพื่อไว้พักเวลามีประชุมหรือติดต่อราชการ อยู่โรงเรียนบ้านสันติสุข ได้เรียนรู้และรับประสบการณ์ต่างๆ มากจริงๆ เพราะเป็นช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน จาก นักศึกษา มาสู่อาชีพ ครู ซึ่งมีพี่ๆ คอยแนะนำทั้งทางตรงและทางอ้อม จนยากที่จะลืม... (โปรดติดตาม กำลังเรียบเรียงครับ)