สยบยอมค้อมรับความเถื่อนถ่อย
สอพลอพลอยรับห้วงเป็นช่วงทอด
เงียบแลง่ายไร้ใดจะอิดออด
ปากกลับเพ้อพร่ำพรอด...ธรรมาภิบาล
ไว้อาลัยบางใครคน
พิณ คืนเพ็ญ
23 ก.ค. 2558
"เวทีนี้ มีไว้เพื่อบันทึกและบอกเล่าเรื่องราวของคนสันภู ซึ่งเป็นเสมือนยุ้งข้าว คอยเก็บผลผลิตของฤดูกาลแห่งชีวิต ทั้งของตนและคนแรมทาง เป็นมุมเล็กๆมุมหนึ่งในครัวอักษรา แบ่งปันบางอย่าง ให้ได้อ่านคิดคุย มิได้ โดดเด่นดังดี อะไรดอก แค่ได้บอก เชื้อชวน ให้ขบบ้าง ก็เท่านั้น เพราะเชื่อว่า ถ้ายุ้งข้าวนี้ ทำให้คนได้อ่าน มากกว่าสิ่งที่ได้เขียน ก็คิดว่า ได้ทำหน้าที่อย่างยิ่งใหญ่แล้ว ก่อนที่ ถ้อยคำแห่งการพลัดพรากจะผุดเปล่ง ก่อนบทเพลงสุดท้ายแห่งชีวิตจะบรรเลง ตามกฎธรรมดา ก็เท่านั้น"
วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ไม้เรือนชำ
ไม้ในเรือนเพาะชำ "การเติบกล้า"
อาศัยบางห้วงเวลาเพื่อพักต้น
ดื่มน้ำฟ้า ลม แดด รัก ประทังตน
มินานทน ได้หยั่งราก นอกเรือนโรง
หนาวลมฝนปรอย...
เด็กน้อยกำลังมาโรงเรียน
พิณ คืนเพ็ญ
23 ก.ค. 58 แม่ลิด
วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558
โลกมืด
เปิดปฏิทินประสบการณ์ชีวิต ในเดือนทำการแรกของ พ.ศ.ได้อย่างมีความหมาย ไม่น่าเชื่อว่า เพียงห้วงยามสั้นๆ เขากลับได้เรียนรู้บางสิ่งอย่าง จนแทบจะทำให้ถุงย่ามประสบการณ์ พาลปริขาด
แดดสาย สวย ตอนเช้าวันอาทิตย์ วันที่นาฬิกาของคนเมือง หยุดไขลานตนเองเพื่อผ่อนพัก เขาพร้อมเด็กน้อยจากดอยสูง ได้เข้าไปสัมผัส "มิติใหม่" ในซอกมุมที่ "ไม่เคยเห็น" และเป็นครั้งแรกที่ "ความรู้สึก" ทำงานอย่างไร้ขีดจำกัด
กลุ่มคณะ ได้เดินเข้าไปในพื้นที่ ที่ถูกจำลองว่า "โลกมืด" ซึ่งก็มืดจริงๆ นอกจากสีดำทึมทึบรอบตาแล้ว ก็แลไม่เห็นมีสิ่งใด ก่อนเข้าห้อง เจ้าหน้าที่แจกไม้เท้า ให้คนละอัน พร้อมสาธิตวิธีใช้ ข้อระวัง ขณะอยู่ในห้วงม่านตื้อ เด็กน้อยถูกจัดเป็นกลุ่ม กลุ่มละแปดคน เดินเรียงแถวตอน เขาเองปิดท้าย โดยทิ้งช่วงแขนแทนระยะห่างระหว่างกัน
"ค่อยๆ เดิน ระมัดระวังนะคะ คุณมีเวลา อยู่ในห้องนี้ เท่าที่คุณจะเดินได้"
เสียงแรกดังมาทายทัก เจ้าของทำนองใส เป็น "พี่เลี้ยงในห้องมืด" ผ่านการแนะนำโดยเธอเอง ซึ่งมีหน้าที่ พาเยี่ยมชมนิทรรศการภายใน ไม่ให้พลัดหลง รวมถึงความปลอดภัย และอื่น ๆ อีก
ในโลกสีดำแล้ว ดวงตา มิได้มีไว้เพื่อ "การเห็น" หาต่างอะไรกับโทรศัพท์ หากไร้สัญญาณแล้ว อย่างมาก มันก็เป็นได้แค่กล้องถ่ายรูป ไม่ก็ไฟฉาย จะใช้ติดต่อสื่อสารนั้น แทบบ่มีทาง
เธอนำเขาและเด็กน้อยเดินผ่านห้องหับ ซับซ้อน ที่ออกแบบคล้ายสถานที่จริง บ้างจำลองเป็นป่า น้ำตก บ้างตลาด บ้าน รถ และร้านขายอาหาร ซึ่งทั้งหมด ผ่านการรับรู้โดยอวัยวะทุกส่วน ยกเว้น "ตา" ระหว่างดูแลคณะ พี่เลี้ยงสาวคนนี้ มีสัมผัสพิเศษเหนือคนธรรมดา เธอชำนิชำนาญโลกมืดเอามากๆ ราวกับว่า ห้องทั้งเจ็ดนี้ เธอบรรจงสร้าง จัดวางทุกสิ่งด้วยมือเอง จึงได้รู้ทุกตรอกซอกซอยละเอียดยิบ ไม่มีข้อยกเว้น แม้แต่การเคลื่อนไหวและเสียงลมหายใจของใครต่อใครในนี้
"เขามีตาทิพย์ครับครู"
ใครคนนึงเอ่ย พลางใช้ไม้เท้าแตะพื้นเพื่อหาทางไป ขณะเพื่อนที่อยู่ข้างหลัง ก็แตะไหล่เขาไม่ยอมห่าง พวกเขาฉงนกับความคล่องแคล่วว่องไว ของพี่เลี้ยงคนนี้ เธอช่างตาทิพย์ รู้ทางและทุกสิ่งอย่างของการเป็นไปในนี้ แม้แต่ตัวเขาเอง ก็เถอะ คราวจนมุม มืดทางที่จะเดิน สัญชาตญาณ สอนให้ย่อตัวและลดตนลงต่ำ จนเกือบจะติดพื้น คล้ายยอมจำนนกับชะตาชีวิต พี่เลี้ยงสาวเสียงใส ได้จับไหล่และกระซิบกับเขาเบา ๆ ว่า
"ครู ยืนตรง ๆ"
เธอพูดยังกะตาเห็น เขาย้ำความเห็นของคนก่อนหน้า
พอถึงห้องสุดท้าย หล่อนให้ทุกคนสรุป ว่าใครได้เรียนรู้อะไร รู้สึกอย่างไร ทุกคนแย่งกันตอบ แต่สำหรับเขา ยังคงตื่นกับโลกบอด และทึ่งในความสามารถของเธอมิหาย
" กินข้าวกับอะไร ตาจึงได้เห็นทะลุอย่างนี้"
ก่อนจะออกจากห้อง เด็กน้อยเก็บงำความอยากรู้ เลยขอดูหน้าเจ้าของเสียง ทันใด ทุกคนต้องตะลึง เมื่อหล่อนเดินหลังตรง ใช้ไม้เคาะพื้น เตาะ แตะ ๆ ออกมาจากข้างใน อย่าง ช้า ๆ ตาข้างหนึ่งหลี่แทบปิด อีกข้างกลอกไปมา แลเห็นตาสีขาวเป็นส่วนใหญ่ เธอเอียงหูฟังเสียงและค่อยๆ สืบเท้า เบา ๆ ขณะเยื้องกาย เป็นภาพที่ชวนเวทนามิน้อย กระนั้นก็ตาม มุมปากงามของเธอยังเปื้อนด้วยรอยยิ้มมิจาง
"ตาบอด!" ทุกคนเอามือป้องปากและอุทานพร้อมกันในใจ
แม้ดวงตาจะเฉาฉาย แต่ดวงหน้ายังเปื้อนยิ้มและอิ่มสุข เธอคุยสนุก มีลูกล้อ ลูกขำ ทำให้ห้องมืดนั้นก้องดังด้วยเสียงหัวเราะ แหละเสียงกังวานใสของเธอนั่นเอง "ที่นำทาง.."
"ผมอยู่แม่ฮ่องสอน พี่เคยไปไหม" ใครคนนึงเอ่ย
เธอเงียบ และลดระดับเรียวยิ้มข้างมุมปากลงนิดนึง ... ก่อนลา เธอบอกกับคณะว่า
"ช่วยบอกคนมาเที่ยวกันเยอะๆ นะคะ พวกหนูจะได้มีงานทำ"
"วันนี้ หมดเวลาของโลกมืด แล้วค่ะ"
ทุกคนทยอยเดินออกจากห้อง ทีละคนสองคน จนลับเสียง ผู้ชมรายใหม่ต่างต่อแถว และทยอยมารับไม้เท้า พร้อมเข้าสู่ห้วงยามของโลกมืด ....
เขายืนขมฝื่น ติดตันอยู่ในคอ พร้อมๆกับกลืนก้อนจุกนั้น ลงอึกใหญ่
ใช่สิ เวลาของเขาในห้องมืดนี้ อาจหมดแล้ว แต่เวลาโลกมืดแห่งเธอล่ะ สาวน้อย จะหมดลงเมื่อใด ...
ใช่ เวลาในห้องมืดนี้ อาจหมดแล้ว แต่โลกบอดแห่งใจ โลกใบ้แห่งตน กลับกว้างใหญ่ไพศาล เงียบ มืดดำราวถ่านก้อน แท้จริงแล้ว ใครกันเล่าที่อยู่ในม่านมืด ใครกันนะที่ "ไม่เคยได้เห็น" เขาค่อย ๆ ใช้ไม้เท้าความคิด เคาะพื้น เตาะ แตะ ๆ ๆ ๆ
....................
พิณ คืนเพ็ญ
จัตุรัสจามจุรี
แดดสาย สวย ตอนเช้าวันอาทิตย์ วันที่นาฬิกาของคนเมือง หยุดไขลานตนเองเพื่อผ่อนพัก เขาพร้อมเด็กน้อยจากดอยสูง ได้เข้าไปสัมผัส "มิติใหม่" ในซอกมุมที่ "ไม่เคยเห็น" และเป็นครั้งแรกที่ "ความรู้สึก" ทำงานอย่างไร้ขีดจำกัด
กลุ่มคณะ ได้เดินเข้าไปในพื้นที่ ที่ถูกจำลองว่า "โลกมืด" ซึ่งก็มืดจริงๆ นอกจากสีดำทึมทึบรอบตาแล้ว ก็แลไม่เห็นมีสิ่งใด ก่อนเข้าห้อง เจ้าหน้าที่แจกไม้เท้า ให้คนละอัน พร้อมสาธิตวิธีใช้ ข้อระวัง ขณะอยู่ในห้วงม่านตื้อ เด็กน้อยถูกจัดเป็นกลุ่ม กลุ่มละแปดคน เดินเรียงแถวตอน เขาเองปิดท้าย โดยทิ้งช่วงแขนแทนระยะห่างระหว่างกัน
"ค่อยๆ เดิน ระมัดระวังนะคะ คุณมีเวลา อยู่ในห้องนี้ เท่าที่คุณจะเดินได้"
เสียงแรกดังมาทายทัก เจ้าของทำนองใส เป็น "พี่เลี้ยงในห้องมืด" ผ่านการแนะนำโดยเธอเอง ซึ่งมีหน้าที่ พาเยี่ยมชมนิทรรศการภายใน ไม่ให้พลัดหลง รวมถึงความปลอดภัย และอื่น ๆ อีก
ในโลกสีดำแล้ว ดวงตา มิได้มีไว้เพื่อ "การเห็น" หาต่างอะไรกับโทรศัพท์ หากไร้สัญญาณแล้ว อย่างมาก มันก็เป็นได้แค่กล้องถ่ายรูป ไม่ก็ไฟฉาย จะใช้ติดต่อสื่อสารนั้น แทบบ่มีทาง
เธอนำเขาและเด็กน้อยเดินผ่านห้องหับ ซับซ้อน ที่ออกแบบคล้ายสถานที่จริง บ้างจำลองเป็นป่า น้ำตก บ้างตลาด บ้าน รถ และร้านขายอาหาร ซึ่งทั้งหมด ผ่านการรับรู้โดยอวัยวะทุกส่วน ยกเว้น "ตา" ระหว่างดูแลคณะ พี่เลี้ยงสาวคนนี้ มีสัมผัสพิเศษเหนือคนธรรมดา เธอชำนิชำนาญโลกมืดเอามากๆ ราวกับว่า ห้องทั้งเจ็ดนี้ เธอบรรจงสร้าง จัดวางทุกสิ่งด้วยมือเอง จึงได้รู้ทุกตรอกซอกซอยละเอียดยิบ ไม่มีข้อยกเว้น แม้แต่การเคลื่อนไหวและเสียงลมหายใจของใครต่อใครในนี้
"เขามีตาทิพย์ครับครู"
ใครคนนึงเอ่ย พลางใช้ไม้เท้าแตะพื้นเพื่อหาทางไป ขณะเพื่อนที่อยู่ข้างหลัง ก็แตะไหล่เขาไม่ยอมห่าง พวกเขาฉงนกับความคล่องแคล่วว่องไว ของพี่เลี้ยงคนนี้ เธอช่างตาทิพย์ รู้ทางและทุกสิ่งอย่างของการเป็นไปในนี้ แม้แต่ตัวเขาเอง ก็เถอะ คราวจนมุม มืดทางที่จะเดิน สัญชาตญาณ สอนให้ย่อตัวและลดตนลงต่ำ จนเกือบจะติดพื้น คล้ายยอมจำนนกับชะตาชีวิต พี่เลี้ยงสาวเสียงใส ได้จับไหล่และกระซิบกับเขาเบา ๆ ว่า
"ครู ยืนตรง ๆ"
เธอพูดยังกะตาเห็น เขาย้ำความเห็นของคนก่อนหน้า
พอถึงห้องสุดท้าย หล่อนให้ทุกคนสรุป ว่าใครได้เรียนรู้อะไร รู้สึกอย่างไร ทุกคนแย่งกันตอบ แต่สำหรับเขา ยังคงตื่นกับโลกบอด และทึ่งในความสามารถของเธอมิหาย
" กินข้าวกับอะไร ตาจึงได้เห็นทะลุอย่างนี้"
ก่อนจะออกจากห้อง เด็กน้อยเก็บงำความอยากรู้ เลยขอดูหน้าเจ้าของเสียง ทันใด ทุกคนต้องตะลึง เมื่อหล่อนเดินหลังตรง ใช้ไม้เคาะพื้น เตาะ แตะ ๆ ออกมาจากข้างใน อย่าง ช้า ๆ ตาข้างหนึ่งหลี่แทบปิด อีกข้างกลอกไปมา แลเห็นตาสีขาวเป็นส่วนใหญ่ เธอเอียงหูฟังเสียงและค่อยๆ สืบเท้า เบา ๆ ขณะเยื้องกาย เป็นภาพที่ชวนเวทนามิน้อย กระนั้นก็ตาม มุมปากงามของเธอยังเปื้อนด้วยรอยยิ้มมิจาง
"ตาบอด!" ทุกคนเอามือป้องปากและอุทานพร้อมกันในใจ
แม้ดวงตาจะเฉาฉาย แต่ดวงหน้ายังเปื้อนยิ้มและอิ่มสุข เธอคุยสนุก มีลูกล้อ ลูกขำ ทำให้ห้องมืดนั้นก้องดังด้วยเสียงหัวเราะ แหละเสียงกังวานใสของเธอนั่นเอง "ที่นำทาง.."
"ผมอยู่แม่ฮ่องสอน พี่เคยไปไหม" ใครคนนึงเอ่ย
เธอเงียบ และลดระดับเรียวยิ้มข้างมุมปากลงนิดนึง ... ก่อนลา เธอบอกกับคณะว่า
"ช่วยบอกคนมาเที่ยวกันเยอะๆ นะคะ พวกหนูจะได้มีงานทำ"
"วันนี้ หมดเวลาของโลกมืด แล้วค่ะ"
ทุกคนทยอยเดินออกจากห้อง ทีละคนสองคน จนลับเสียง ผู้ชมรายใหม่ต่างต่อแถว และทยอยมารับไม้เท้า พร้อมเข้าสู่ห้วงยามของโลกมืด ....
เขายืนขมฝื่น ติดตันอยู่ในคอ พร้อมๆกับกลืนก้อนจุกนั้น ลงอึกใหญ่
ใช่สิ เวลาของเขาในห้องมืดนี้ อาจหมดแล้ว แต่เวลาโลกมืดแห่งเธอล่ะ สาวน้อย จะหมดลงเมื่อใด ...
ใช่ เวลาในห้องมืดนี้ อาจหมดแล้ว แต่โลกบอดแห่งใจ โลกใบ้แห่งตน กลับกว้างใหญ่ไพศาล เงียบ มืดดำราวถ่านก้อน แท้จริงแล้ว ใครกันเล่าที่อยู่ในม่านมืด ใครกันนะที่ "ไม่เคยได้เห็น" เขาค่อย ๆ ใช้ไม้เท้าความคิด เคาะพื้น เตาะ แตะ ๆ ๆ ๆ
....................
พิณ คืนเพ็ญ
จัตุรัสจามจุรี
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
เปลี่ยนปฏิทิน
สัปดาห์ที่ผ่านมา เขาได้มีโอกาสนำคณะมูลนิธิพุทธฯ ไปกราบนมัสการ ท่านหลวงพ่อเปลี่ยน ปญฺญาปทีโป แห่งวัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง เชียงใหม่ สำหรับเขาแล้ว นับเป็นครั้งที่สองในรอบปี และเป็นครั้งที่สามในชีวิต ที่ได้กราบและพบท่านหลวงพ่อ ท่านมีบารมีและรัศมีธรรมยิ่งนัก เพียงได้กราบกราน ความสงบร่มเย็นทั้งหลายได้แผ่ซ่านเข้าจับจิตจับใจ ทุกคราวครั้ง อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง...
ครั้งนี้ ท่านเมตตาแจกปฏิทินแก่ลูกศิษย์และศรัทธา สำหรับเขาแล้ว "ปฏิทิน" มีคุณค่าและความหมายเป็นอย่างมาก แน่นอน เบื้องต้น อาจใช้บอก "วันเวลา" แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ผู้มีปฏิทินในมื อเช่นเขานั้น ได้ใช้มัน ทำอะไรเชิงสร้างสรรค์ดีงามเต็มที่ เต็มเวลาแล้วหรือยัง นั่นเป็นคำถามที่ครุ่นคำนึงทวนทบสุดทาง ระหว่างนั่ง "รถชีวิต" กลับบ้านเก่า...
เมื่อต้นปี หลังพ้นรั้ววัดแห่งนี้ เขาได้ตั้งจิตตั้งใจเป็นอย่างดีว่า จะประพฤติตนอย่างนั้น อย่างนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ หลายอย่างก็ทำได้ แต่บางอย่าง ก็ยังพลั้ง เผลอ พลาด ตามอำนาจ "ใจ" และ "หลง" อยู่ สรุปแล้วก็คือ ยังมิอาจปรับ "เปลี่ยน" ตนเอง ให้ได้ครบถ้วนล้วนหมด ว่างั้นเถอะ
...จนบางที เขารู้สึกเบื่อ และเกลียดตนเองเป็นยิ่ง ที่ "เปลี่ยน" ปรับ พัฒนาตนไม่ได้ ดังตั้งใจไว้ จนรู้สึกหมดสิ้นความหวัง และศรัทธาในตนเอง
แต่สามวันต่อมา เขาก็ได้ค้นพบอะไรบางอย่าง ขณะนำคณะมูลนิธิฯ ทัศนารอบแม่ฮ่องสอน ตะลอนตามสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญผ่านครบทุกอำเภอ ตามแต่ "ปฏิทิน" แห่งวัน จักเอื้ออำนวย ข้างทางก่อนเข้าอำเภอแม่แตง ได้แวะน้ำพุร้อนโป่งเดือด พร้อมเก็บภาพบรรยากาศสวยงามไว้มากหลาย มีภาพหนึ่ง งดงามยิ่ง เป็นภาพยามเช้า ขณะลำแสงทอดส่องลอดใบต้องไอดิน เห็นเป็นลำ เป็นทางยาว ไล้ลูบเคล้าผืนป่าและดินดำนุ่ม อยู่นานสองนาน เขายืนนิ่งอึ้ง อยู่นาน คล้ายวันที่ออกจากวัด นั่ง "รถชีวิต" กลับบ้านเก่า ก็มิปาน
...นานกี่นานแล้วหนอ ที่แสงแดด ส่องลำแสงงามทาบทอทาอาบ มวลแมกไม้ในป่าผืนแห่งนี้ มิเกี่ยงร้อนเกี่ยงหนาว มิคร้านท้อสิ้นหวัง แต่มันยังคงปฏิทินแห่งหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เช่นเดิม จนกว่า ต้นไม้เหล่านั้นจะเติบโต แตกใบ แตกก้าน และร่วงโรย ตามวัฏจักรแห่ง ปฏิทินชีวิต...
เขาก้มลงกราบหลวงพ่อและกราบขอบพระคุณ "ปฏิทิน" ที่ได้รับนั้น หลายต่อหลายครั้ง เขาเข้าใจแล้วว่า เวลาชีวิต สั้นลงๆ จริงๆ ปฏิทินชีวิต จึงควรกางขึง เพื่อเร่งสร้าง เร่งทำ ดุจแสงสุรีย์ฉาย มิเกี่ยงฟ้า เกี่ยงฝน หรือลมหนาว เร่งทำ เร่งเข้า เร่งเข้า เพื่อการเปลี่ยนแปลง เพราะเขาเห็นและเชื่อว่า ผลแห่งการ "เปลี่ยน" นั้น จะแผ่ซ่านความร่มเย็นแก่ตนและสรรพสิ่ง แน่นอน....
................................................
ครั้งนี้ ท่านเมตตาแจกปฏิทินแก่ลูกศิษย์และศรัทธา สำหรับเขาแล้ว "ปฏิทิน" มีคุณค่าและความหมายเป็นอย่างมาก แน่นอน เบื้องต้น อาจใช้บอก "วันเวลา" แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คือ ผู้มีปฏิทินในมื อเช่นเขานั้น ได้ใช้มัน ทำอะไรเชิงสร้างสรรค์ดีงามเต็มที่ เต็มเวลาแล้วหรือยัง นั่นเป็นคำถามที่ครุ่นคำนึงทวนทบสุดทาง ระหว่างนั่ง "รถชีวิต" กลับบ้านเก่า...
เมื่อต้นปี หลังพ้นรั้ววัดแห่งนี้ เขาได้ตั้งจิตตั้งใจเป็นอย่างดีว่า จะประพฤติตนอย่างนั้น อย่างนี้ แต่เอาเข้าจริงๆ หลายอย่างก็ทำได้ แต่บางอย่าง ก็ยังพลั้ง เผลอ พลาด ตามอำนาจ "ใจ" และ "หลง" อยู่ สรุปแล้วก็คือ ยังมิอาจปรับ "เปลี่ยน" ตนเอง ให้ได้ครบถ้วนล้วนหมด ว่างั้นเถอะ
...จนบางที เขารู้สึกเบื่อ และเกลียดตนเองเป็นยิ่ง ที่ "เปลี่ยน" ปรับ พัฒนาตนไม่ได้ ดังตั้งใจไว้ จนรู้สึกหมดสิ้นความหวัง และศรัทธาในตนเอง
...นานกี่นานแล้วหนอ ที่แสงแดด ส่องลำแสงงามทาบทอทาอาบ มวลแมกไม้ในป่าผืนแห่งนี้ มิเกี่ยงร้อนเกี่ยงหนาว มิคร้านท้อสิ้นหวัง แต่มันยังคงปฏิทินแห่งหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น เช่นเดิม จนกว่า ต้นไม้เหล่านั้นจะเติบโต แตกใบ แตกก้าน และร่วงโรย ตามวัฏจักรแห่ง ปฏิทินชีวิต...
เขาก้มลงกราบหลวงพ่อและกราบขอบพระคุณ "ปฏิทิน" ที่ได้รับนั้น หลายต่อหลายครั้ง เขาเข้าใจแล้วว่า เวลาชีวิต สั้นลงๆ จริงๆ ปฏิทินชีวิต จึงควรกางขึง เพื่อเร่งสร้าง เร่งทำ ดุจแสงสุรีย์ฉาย มิเกี่ยงฟ้า เกี่ยงฝน หรือลมหนาว เร่งทำ เร่งเข้า เร่งเข้า เพื่อการเปลี่ยนแปลง เพราะเขาเห็นและเชื่อว่า ผลแห่งการ "เปลี่ยน" นั้น จะแผ่ซ่านความร่มเย็นแก่ตนและสรรพสิ่ง แน่นอน....
................................................
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

