วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

การบ้านของชีวิต


......เมื่อประมาณ ปลายปี 47 ฟ้าค่ำของวันหนึ่ง ขณะผมเดินหาซื้อข้าวของในกาดต้นพยอม ใกล้ ๆ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ท่ามกลางความวุ่นวายของเมือง ยามราตรี รถราแออัดยัดแน่น จอดติดยาวตรงแยกไฟแดงหลังมอจนถึงร้านข้าวต้มแยกหอศิลป์ ซึ่งเป็นภาพที่เห็นจนชินตาและกลายเป็นปกติวิสัย ที่เห็นได้ทุกย่ำเย็น เสียงผู้คนจอแจ ตามร้านย่านกาดแถวนั้น ต่างจับจ่ายซื้อขายข้าวของกันม่วนงัน ควันไฟปิ้งย่างลอยโขมงคละคลุ้งควันรถ มืดมุงทางเท้า ทันใดนั้น หูก็พลันได้ยินเสียงไวโอลิน ลอยผ่านม่านหมอกเทาขาวเข้ากระทบต่อมคีตศิลป์อย่างร้าวลึกและเจ็บปวด ผมย่างกายมุ่งหน้า เข้าหาต้นเสียงทันที....
......ช่างเป็นเสียงดนตรีที่ไพเราะ เยือกเย็น โหยหวน เสียดแทงและร้าวล่วงลึก ถึงห้วงมโนในในยิ่งนัก ชายวัยกลางคน ตัวผอม คือเจ้าของความไพเราะ เอาแก้มแนบไวโอลินตัวแปลกของเขา มือขวาดึงโยกคันชักลากเลื้อยเล่นเสียงตามจังหวะเมโลดี้ เอนตัวพลิ้ว ระริกไหวรับจังหวะทำนองอย่างนวลนุ่มและงดงาม พอเข้าไปใกล้ ๆ จึงรู้ว่า ไวโอลินที่เขาเล่นอยู่นั้น จริงๆแล้ว คือไม้ไผ่ลำเขื่องดีๆนี่เอง ซึ่งเขาประยุกต์ทำเป็นเครื่องดนตรีสีเสียงใสเพราะพริ้ง แก่ผู้พบเห็น และนับเป็นเกียรติแก่การได้ยินและพบพานของผมยิ่งนัก พอเขาเล่นไปสัก4-5 เพลง ก็ปิดท้ายคันชักช่วงแรกด้วยเพลง....."ท่าฉลอมกับมหาชัย อย่านึกกันเลยว่า ไกล...เชื่อมความรักไว้ดีกว่า...." ผมจึงได้มีโอกาสสนทนากับเขา และมารู้อีกทีเมื่อเขาดึงผ้าพันคอออกว่า บริเวณคอนั้นไม่มีลูกกระเดือก มองเห็นเนื้อแดงๆ ทะลุเป็นรูโบ๋เข้าไปในลำคอ กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะพูดและหายใจเขาพิการขาทั้งสองข้าง อาศัยรถเข็นเป็นพาหนะเดินทาง


....."มะเร็งกล่องเสียง" ....คือเหตุผลของความพิการ...เขาบอก


เวลาที่เขาพูดนั้นเสียงจะไม่ชัด เพราะเสียงพูดถูกบีบออกตรงช่องโบ๋ในลำคอตลอดเวลา ลำบากมากในการสนทนากับใครสักคนให้เข้าใจ เยี่ยงคนปกติทั่วๆไป แต่นับว่ามีความอุตสาหะเป็นเลิศ ที่ต่อสู้เอาชนะข้อจำกัดที่บีบรัดตนเองพ้น จนสามารถสร้างสรรค์งานศิลป์ได้น่าทึ่งยิ่งนัก ซึ่งสภาพร่างกายเช่นนี้แล้ว ยิ่งต้องเหนื่อยและพยายามมากกว่าคนปกติเป็นหลายเท่าแน่


......"ฝึกฝนและทำการบ้าน" ....คือถ้อยคำที่บอกบ่งถึงความเพียรพยายาม


....."งานทุกอย่าง ต้องทำการบ้าน" เขาตอกย้ำวิธีคิดของเขา


ผมสังเกตตลอดเวลาที่เขาสีเส้นเสียง ผู้คนที่ผ่านไปมาได้ยินได้เห็นแล้วต่างพากันให้ทริปวางลงบนหมวกเก่าๆใบนั้นของเขา ประมาณด้วยตา สี่ร้อยกว่าน่าจะมี ..............


.....วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการติว*เพื่อสอบคัดเลือกบุคคลทั่วไปเป็นข้าราชการครู ของทีมงานเรา จากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสคลุกคลีเกี่ยวกับการติว ทำให้เกิดการเรียนรู้หลายๆอย่าง เป็นต้นว่า ต้องทุ่มเท แรงกาย แรงใจ อย่างสุดๆ เพื่อเตรียมตัว เตรียมเอกสาร วิธีนำเสนอ เทคนิคการจำ การสร้างความเข้าใจ ฯลฯ ให้กับผู้เข้าติว ทั้งนี้ เพื่อส่งฝันของคนเหล่านั้นให้เป็นจริง แต่เป็นที่น่าแปลกว่าคนส่วนใหญ่เกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ ของผู้เข้าติวนั้น ยังไม่มีความพร้อมและการเตรียมตัวที่ดีพอ ส่วน 10 เปอร์เซนต์ กลับมาติวตามแฟชั่นหรือคำชักชวนของเพื่อน ที่เหลือสัก 10 เปอร์เซนต์ เป็นคนกลุ่มน้อยจริงๆ ที่มุ่งเอาการเอางาน


...บ่อยครั้งหลังเลิกงาน ผมมักถามตนเองเสมอว่า มันเกิดอะไรขึ้นกับคนส่วนใหญ่ในบ้านนี้เมืองนี้ เหตุใดเขาเย็นชาต่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ ที่จะเลี้ยงตนได้ตลอดเช่นนี้ หรือว่าเพดานความตื่นตัวของผู้คนสมัยนี้ ลดต่ำลงราวเอวอ้วนๆของเขาเสียแล้ว หรือการหางานที่ตนรัก ที่ตนชอบ มันไม่ได้ยากเย็นเอ็นปูดอย่างวันวานหรอกกระนั้นฤา ซึ่งหากเป็นเมื่อก่อน อย่าว่าแต่สอบบรรจุเป็นข้าราชการเลย เอาแค่สอบปลายภาค หลายๆคนที่ผมรู้จัก เช่นพรรคพวกเพื่อนฝูงก็อ่านหนังสือกันหัวฟูแล้ว นี่จะสอบเพื่อฝากชีวิต หน้าที่การงานของตน ในอนาคตแท้ๆ หลายต่อหลายคนยังนิ่งนอนใจ เฉื่อย ไม่กระตือรือร้น เอาเสียเลย มิหนำซ้ำ ที่เลวร้ายกว่านั้น บางรายถึงกับยื่นเงื่อนไขพิเศษ ทำราวกับว่าผู้ติวและคณะ จะสามารถสนองความต้องการด่างๆเทาๆ เหล่านั้นได้ โอ....หนอ.....มันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ โดยไม่ต้องฝึกปรือหรือออกแรงดอก..........น้องเอ๋ย



...นานนับชั่วโมงแล้ว ที่ยามเย็นของกาดค่ำวันนี้ มีความหมาย และเพราะพริ้งด้วยจังหวะอันอ่อนหวาน ของทำนองเพลง และผสานลีลาอันอ่อนโยนของผู้เล่นผ่านเส้นเสียงลำไม้ไผ่...ทำให้ผู้พานพบเช่นผมอิ่มเอมในอารมณ์อย่างบอกไม่ถูก การสนทนาของเรา ได้บทสรุปที่ตรึงตราในใจเท่าทุกวันนี้...... เจ้าของเสียงศิลป์บอกว่า
.....คนที่ประสพความสำเร็จนั้น ไม่ต้องคิดมาก อยากทำโน่นอยากทำนี่ แล้วไม่ดีสักอย่าง ....จงเลือกทำอะไรสักอย่าง แต่...ต้องทำให้มันดี การทำให้มันดี มาจากการเข้มงวด เขี่ยวเข็ญ ฝึกฝน กับการบ้านของตนเอง.....ผมเล่นดนตรี ผมก็ต้องทำการบ้าน... คุณเรียนหนังสือ คุณก็ต้องทำการบ้าน แม่ค้าในกาดก็ต้องทำการบ้าน...


...ครับ คนที่ประสพความสำเร็จได้นั้น จะต้องเข้มงวด เขี่ยวเข็ญ ฝึกฝน จริงจังกับการบ้านของตนเอง ...ภาระงานและหน้าที่ของแต่ละคนอาจผ่านเข้ามา มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกัน แต่ที่สำคัญยิ่งกว่า ก็คือเราได้เต็มที่ กับการทำการบ้านเหล่านั้น ด้วยความวิริยะ อุตสาหะแล้วหรือยัง....จะมัวฝากความสำเร็จไว้กับความหวังด่างๆเทาๆ เลื่อนลอยเช่นนั้นหรอกหรือ...ตัวเราเองเท่านั้นที่มีคำตอบ ตัวเราเท่านั้นที่สามารถทำการบ้านชีวิตของตนเองได้.....




*การทบทวนเพื่อเตรียมความพร้อมให้น้องๆในการสอบบรรจุเป็นครู

วันเสาร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2554

ความมืดและเงียบกับต้นทางความสุข

.....เหงื่อซึมแผ่นหลัง เหนียวเหนอะตอนกลางวัน พร้อมๆกับการเหลืองกรอบเกรียม และทยอยล่วงหล่นของไม้ใบ คราต้นเดือนมีนา ช่างเป็นนาฬิกาสัญญาณเตือนการเปลี่ยนผ่านว่าหนาวจะหมดลง และร้อนแล้งจะกลายเยือน....
....วันนี้เช่นกัน ช่างร้อนได้ใจจริงๆ ผมจึงพาตัวเล็กไปคลายร้อนนอกบ้าน.... มุ่งสู่ลำห้วย ในโขดเขา ที่นั่นมีร้านอาหาร..ชื่อ ครัวหาดหินงาม อยู่เลยบ้านห้วยหลวง สักสองกิโล เห็นจะได้  ไม่ง่ายนักดอก ที่นางฟ้าตัวน้อย วัยขวบเศษของผม จะได้ออกข้างนอก เพราะด้วยความเป็นห่วงของทุกๆคน การออกจากที่ตั้ง จึงกลายเป็นเรื่องละเอียดและพิถีพิถันในการตัดสินใจ ยิ่งเข้าป่าลงห้วยด้วยซ้ำแล้ว นับว่ายาก หรือแทบไม่มีความเป็นไปได้ก็ว่าได้ ...อย่างไรก็ตาม สวรรค์ก็สร้างวันหยุดสำหรับความเข้มงวดเสมอ แม้ปฏิทินการตัดสินใจ จะไม่ได้ระบุไว้ล่วงหน้าก็ตามที....
....อีเขียวสัมพันธ์ ของผม พาทุกคนฝ่าดง มุ่งลงแช่น้ำ ในลำห้วย เพื่อดับร้อนให้เย็นทรวง ขับรถไป ใจก็พลันคิด ทำไมหนอ...เราต้องดั้นด้น มาที่ยากลำบาก ถึงเพียงนี้ ที่อื่นมีตั้งเยอะแยะ ทำไม ไม่ไป?
   ...ลมแล้งหอบผงฝุ่นเถ้าฟุ้งกระจาย พร้อมๆกับพัดไผ่และไล่ต้อนใบตะแบกสีกล้วยทอดกรอบเกรียม ให้เรี่ยเรียงรายไว้ริมทางอย่างเสรี ก่อนที่ลมของรถ จะพัดใบให้ปลิวว่อนตามหลังอีกครั้งครัน พลันก็นึกถึง คำพูดของใครคนหนึ่ง พูดถึงการท่องเที่ยว อย่างน่าคิดว่า  "..ความมืดและเงียบ คือ จุดขายการท่องเที่ยวในอนาคต...."
       ครับ ช่าง เป็นนิยามที่สั้น ครบและชัด ยิ่งนัก อย่างน้อย คำพูดเหล่านั้น ก็ฉายฉาน ความคมชัดแห่งภาพทุกขณะแล้วในวันนี้ วันที่ตัวผมเองยังเลือกหมุนพวงมาลัยตะลอนดง แทนการเข้าห้างเมืองต่างแอร์เย็น  .....บางที่ นิยามที่เคยรู้ ในวันก่อน  ก็ไล่ต้อนตอกย้ำ ความเข้าใจให้คนเราอีกครั้งจนได้ในวันนี้... 

 ......ผมพยายามทำความเข้าใจ และต่อเติมความหมายของ ที่มืด ว่าน่าจะเป็นที่ที่สามารถมองเห็นดาวได้เต็มฟ้า และเห็นจันทราทอแสงนวล ใน คืนแรม ไม่ต้องมีสวิตซ์ หรือเสาไฟ อาศัยเพียงฟืนไม้ ตะเกียง ให้ส่องสว่างเห็นทางเทียวก็คงพอ และอาจรวมถึง ถิ่น ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวมากนัก ส่วนที่ว่า เงียบ นั้น คิดว่า คงเป็นที่ ที่สงบพอ อย่างน้อยขอให้ได้ยินเสียงแมกไม้ทักทายสายลมไหว ยินเสียงหายใจของตนเอง  รวมทั้งบทเพลงรำพันของเรไรในคืนค่ำ ..อย่างไรเสีย ก็คงไม่ถึงกับเงียบสงัดวังเวง จนน่ากลัว อันนั้น อาจจะออกเกินไปนิดนึง..
..... ทางเข้าสู่ร้านค่อนข้างลำบาก พื้นผิวถนนออกแนวๆลานหินปุ่มสลับหลุมอุกาบาต จากดาวอังคาร  แม้ระยะทางจะไกล  แต่เจ้าของร้านได้วางอะไรบางอย่างไว้เป็นอย่างดี   คน ถ้าเข้าใจธรรมชาติของ คน แล้ว มันก็ไม่ไกลหรือยากอีกต่อไป ที่จักมีการไปเยือน ดูหนุ่มน้อยหาปลานั่นประไร หากรู้หลัก ดักอวนดักไซที่ดีแล้ว ปูปลาย่อมเข้าไปติด ...อย่างน้อย ทุกคนในอีเขียวสัมพันธ์ ก็เป็นปลาฝูงนึงหละ ที่นำเงินไปให้ จนถึงเรือนเจ้าของไซทีเดียว
.......โดยภาพรวมแล้ว ร้านที่เราไป มีจุดเด่นตรงที่อยู่ท่ามกลางความเงียบสงบของผืนป่าและสายน้ำใส ทำให้ผู้มาเยือนมีเวลา ได้อยู่กับลมหายใจของตนเอง ได้สัมผัสความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ไร้พันธนาการรัดรึง อิสระจากปัจจัยภายนอกนานา ตรงนี้น่าจะเป็น จุดต่าง จุดที่ต่างจากที่อื่น และกลายเป็น จุดแข็ง ของ ไซ แห่งการท่องเที่ยว ผมลองเดินสำรวจรอบขอบบริเวณ เห็นเป็นสวน มีพันธุ์ไม้ต่างๆ นานา ขึ้นเต็ม คงปลูกไว้นานหลายปีแล้วกระมัง โตบ้าง เล็กบ้างเกิดคละกันไป ชอบใจมากที่สุด คือสวนกล้วย แล้วมีทางน้ำไหลผ่าน มันเป็นสวนกล้วยธรรมดา พื้นๆ นี่แหละ ไม่น่าคิดว่า ความธรรมดา เช่นนั้นจะสร้าง ความสุขทางใจ ได้อย่างพิลึกและน่าอัศจรรย์เช่นนี้
....แนวคิดของร้าน พยายามอิง จุดต่าง ด้านความมืดและเงียบ เป็น จุดขาย ทุกอย่างดีไซน์รองรับฐานคิดนี้ เช่น บ้านปีกไม้สำหรับให้คนเช่าพัก ก็ไร้เสา(ไฟฟ้า) มีลานสำหรับนอนดูดาว ปลูกอิงลำน้ำ มีมุมสงบยื่นเป็นระเบียงออกมา ท่ามกลางอ้อมกอดของผืนป่าและธารนาวาที่ชุ่มเย็น เหมาะสำหรับการอยู่กับตนเองและธรรมชาติภายในยิ่งนัก
....ด้านล่างมีกระท่อมปลูกเรียงราย ข้างสายน้ำ หลังคามุงด้วยหญ้า มัดริ้วด้วยตอก พื้นนั่ง ปูฟากไม้ไผ่ ดูแล้วเรียบง่าย แต่มีเสน่ห์ลุ่มลึก ซึ่งมีมิตรสหายมาจับจอง นั่งดื่มด่ำกับความเงียบงามนี้ ก่อนหน้าแล้ว 2-3 กลุ่ม
....ผมเอนหลังพิงเสากระท่อมไผ่ สายตาวาดมองผืนน้ำ ยามบ่ายอ่อนๆเช่นนี้ แสงแดดทบต้องผืนน้ำพร้อมรับจังหวะกระเพื่อมไหว มองไกลๆ ระยิบระยับวับแวววาว ราวมณีสูงค่า....ช่างงดงามเสียนี่กระไร
.... เด็กน้อยคนหนึ่ง ผลุดโผล่ ดำว่าย แช่คว่ำแช่หงาย กลางลำยวม เป็นว่าเล่น ยิ้มและพูดกับตนเองตามลำพัง ผมเอนหลัง มองดูเขาเสียเพลิน..... เพลินพลางใจก็พลันเดินทางไป.................
    ...อือมม....แปลกดีหนอ เด็กน้อย... เจ้าช่างสามารถ สร้างและเข้าถึง ความสุขได้ง่ายยิ่ง ง่ายกว่าผู้ใหญ่หลายๆคนเสียด้วยซ้ำ ง่ายจนไม่จำเป็นต้องมีปัจจัยหรือเงื่อนไขใดนัก กางเกงเพียงผืน ก็ลอยคอความสุข ได้นานนับวัน หยิบจับสิ่งของที่อยู่รอบตัวเพียงชิ้น ก็จินตนาการและสร้างความสุขด้วย ต้นทุนที่ย่อมเยา ช่างไกลกันกับผู้ใหญ่ ที่กว่าจะสุขได้ ต้องร่ายหลายขั้น ต้องเอื้อนหลายตอน บางทีกว่าจะหารอยยิ้มที่เปี่ยมสุขอย่างจริงแท้เจอ... ลิเกก็จวนจะลาโรงแล้ว........
....เจ้าของร้านเดินมาเสิร์ฟต้มไก่ กลิ่นโชยมาแต่ไกล หอมกรุ่นเครื่องปรุง พริกแห้งเผาบดลอยเมล็ดกระจายเต็มถ้วย เนื้อไก่เปื่อยยุ่ย นุ่มเหนียวไร้มันอย่างไก่บ้านทั่วๆไป นี่เป็นเมนูแรกของเราในวันนี้ แต่ความกระหายหิวทางท้อง ยังมิเท่าทันความกระสันใคร่รู้ของใจว่า ทำไม ทำไม? คนเราจึงเข้าถึงความสุขได้ในระดับที่ต่างกัน
... พลางครุ่นคิดและทอดสายตาออกไปไกล ปล่อยใจให้ล่องไหลกับสายน้ำ ลอยออกไป ไกลลลลล...แสนไกล จนต้มไก่เย็นจืดถนัดตา.

.....อืมม...หรือจะเป็นเพราะว่าความสุขนั้น แท้จริงแล้วเป็น ต้นทุน ที่เราท่านมีกันมา แต่อ้อนออก หากวันเวลาและปัจจัยแวดล้อมภายนอก ได้สร้างกำแพงมาปิดป้อง จนทำให้ยากแก่การเข้าถึง ยิ่งนับวัน ขอบเขตกำแพงยิ่งขยายล้อมรอบ ไปเรื่อยๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับเด็กน้อย ที่เกิดมาบนพื้นฐาน ต้นทุน ที่บริสุทธิ์ ไม่มีรอยดำให้เปื้อนด่าง ดุจดังกระดาษขาว ที่จะเขียนวาด อะไรลงไปย่อมเห็นเส้นลายงาม คมชัด ผลแห่งการเขียนขีด บรรลุดังเจตจำนงของผู้เขียนนั้นแหละ คือความสุข ตรงกันข้ามกับ การที่ไม่สามารถทำอะไรดังที่ใจปองได้นั้นคือ ส่วนกลับของสุข ที่เราคุ้นชินกัน ว่า ทุกข์
....คำถามมีว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ยิ่งเรามีอายุมากขึ้น เรายิ่งเดินห่างจากความสุขกระนั้นหรือ? และจะเข้าถึงความสุขเยี่ยงเด็กๆได้อย่างไร? ....คำตอบอย่างน้อยน่าจะมี 2 ประการ อย่างแรก น่าจะอยู่ในที่ มืดและเงียบ ...ที่มืดที่ทำให้เราได้เห็นตน อยู่กับตน อยู่กับการกระเพื่อมไหวของผืนน้ำบนจิตใจของตนเอง...แล้วเอนหลังเงี่ยหูฟัง เมโลดี้แห่งความเงียบสงัดที่ลงตัวนั้น ........น่าจะเป็นหนทางที่จะเข้าถึงต้นทุนของความสุขที่เคยมีได้ และน่าจะเป็นหนทางที่ทำลายกำแพงปิดกั้นการเข้าถึง ต้นทางความสุข ได้ เช่นกัน.......
.....อย่างที่สอง ความสุขที่ได้เห็นของเด็กๆ เขาสร้างมาจากจิตจากใจข้างในของเขา ปัจจัยภายนอก จึงแทบไม่มีผล จะอยู่ในสภาพแวดล้อมใด เขาก็สร้างสุขได้ ตรงข้ามกับผู้ใหญ่ ที่เราให้ความสำคัญกับภายนอก มากไป จนลืม จิตเดิมแท้ ที่อยู่ภายใน มันจึงห่างไกลจากสุข...ผมครุ่นได้เช่นนั้น แม้คำตอบจริงๆอาจมิได้เป็นเช่นนั้น แต่อย่างน้อย ความเงียบและมืด ก็เป็น ใบเบิกทางให้ได้เข้าถึง โลกภายในแห่งตน
 
.....แสงแดดยามบ่าย ได้ลดลับเหลี่ยมดอยและร่ำลาผืนน้ำไปนานแล้ว เสียงนางฟ้าตัวน้อย เอื้อนเสียง อู้อี้ๆ แว่ว ๆ มาข้างหู พร้อมๆกับโอบเกาะไหล่ผู้ให้ชีวิตและคะยั้นคะยอให้อุ้มและพากลับบ้าน.....
 
.....ขอบคุณความมืดที่ทำให้ได้เห็น ขอบคุณความเงียบที่ทำให้ได้ยลยิน ขอบคุณเด็กน้อยที่ทำให้เห็นความเป็นผู้ใหญ่ ขอบคุณผู้ใหญ่ที่ฉายภาพความเข้าใจต่อความเป็นเด็กน้อย...
 
..... ก่อนกลับ เจ้าของร้านเชื้อชวนให้มาเยือนอีกครั้ง ...ไร้คำตอบจากอาคันตุกะ ในลำน้ำไกลออกไป มองเห็นไซ อยู่รำไร ในไซ มองเห็นหมู่ปลา ...ปลาที่มา เมื่อเช้าทั้งนั้น....
 
        พิณ คืนเพ็ญ

วันพุธที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2554

ใส่ใจกับน้ำใจ

ส : สวัสดีครับท่าน


ร : เอ้อ...ได้คอมฯใหม่ย่ะ


ส : คอมฯ อะไรครับ


ร : คอมฯ จัดสรร


ส : ผมไม่ทราบครับ


ร : จะเอาไปไว้ที่ไหน


ส : ถ้าได้ผมจะจัดเป็นระบบสืบค้นของห้องสมุดครับ


ร : ถ้ามีน้ำใจนะ ทำบันทึกขอสละสิทธิ์ให้ที่อื่น


ส : ????????????


.....ผมไม่เข้าใจ และพยายามทำความเข้าใจ กับการสนทนาของผมกับคน(ใหญ่)คนหนึ่่ง ที่ไม่เข้าใจคือ อยู่ๆ เขาก็มาบอกว่า หน่วยงานของผมได้รับการจัดสรรคอมฯ ซึ่งคนที่รับผิดชอบและทำหน้าที่พิจารณาจัดสรรให้นั้น ก็คือคนที่บอกผมให้สละสิทธิ์ นั่นแหละ


......ผมไม่เข้าใจว่า ถ้าหน่วยงานผมไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้ แล้วคุณจัดสรรให้ผมทำไม? และเมื่อจัดให้แล้ว ก็เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมที่ผมจะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ มิใช่หรือ นี่อยู่ๆมาบอกให้ผมแสดงความมีน้ำใจ โดยการสละสิทธิ์ (เหมือนเราแห้งแล้งน้ำใจอย่างยิ่งยวด) โอเค มันดูดี และผมก็ใจกว้างพอทีจะทำเช่นนั้น ซึ่งในวันนี้ผมก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรมากมายนัก ของที่มีอยู่ก็เพียงพอกับการใช้งาน.. ที่ผ่านมาพวกเราก็ช่วยเหลือตนเอง โดยการระดมทุนจากองค์กรภายนอกมาโดยตลอด คนคนนี้ก็ไม่เคยดูแลอะไร (อย่างนี้น่าจะเรียกว่าไม่มีน้ำใจ มากกว่า) ผมไม่เข้าใจ ...คนเป็นผู้นำคนได้ จิตทัศน์มีเท่านี้เองดอกรือ?

ร: ดูอย่าง ร.ร...... เขาก็สละสิทธิ์ เพราะเขาได้จากที่อื่นแล้ว

ส: อ๋อ .....เหรอ....ครับ

..........หนึ่งเดือนเศษผ่านไป ข่าวการจัดสรรคอมพิวเตอร์ ให้กับโรงเรียนต่างๆ ก็เข้าที่ประชุมใหญ่อีกครั้ง คราวนี้ มีการต่อว่า ร.ร. ...... ที่เขาสละสิทธิ์ว่า ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเป็นมติของบอร์ดและแจ้งจัดสรรไปแล้ว จะดำเนินการเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ประมาณว่าเขาจัดสรรให้ก็ต้องเอา จะสละสิทธิ์ไม่ได้ อะไรทำนองนั้น...และที่น่าสำรอกความรู้สึกดีดีที่เคยมีต่อ คนใหญ่ คนนี้ ก็คือ คนที่แจ้งที่ประชุมว่าไม่สามารถสละสิทธิ์ได้ ก็คือเขานั่นเอง ....เวรกรรม.....



วันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ถนนมีไว้ให้ ใจเดิน

......เมื่อวาน ผมและพี่น้อง ผองเพื่อน ภายในศูนย์ฯแม่นาจาง นำโดย ผอ.เสน่ห์ ประธานศูนย์ ท่านปลัด อบต.แม่นาจาง ป.เสริฐ และทีมงานครูเกือบ 20 ชีวิต ได้ไปส่งครูจรัญ เปรมเจริญจิตร ซึ่งย้ายไปโรงเรียนสังวาลย์วิทยา อ.แม่สะเรียง ครูสิทธิพงษ์ ทองประดิษฐ์ ย้ายไปโรงเรียนบ้านแม่ออก อำเภอสบเมย นอกจากการไปส่งครูย้ายซึ่งเราทำกันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของศูนย์ฯอยู่แล้ว สิ่งหนึ่งที่ได้ จากการไปในครั้งนี้ก็คือ การแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์จากการทำงาน ของผู้บริหาร เพื่อนครู โรงเรียนต่างๆ ที่ได้ไปเยือน ซึ่งแน่นอนล่ะว่า มีอะไรที่น่าสนใจ และแปลกใหม่ เหมาะแก่การนำมาใช้ในโรงเรียนหรือชีวิตส่วนตนเป็นแน่
.......โรงเรียนสังวาลย์วิทยา นั้น เป็นโรงเรียนหนึ่งที่มีการเติบโต ทั้งในทางรูปธรรมและนามธรรม รูปธรรมที่เห็นชัดที่สุด คือสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งในวันนี้ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด เติมเต็มตามลานใหญ่และซอกตรอกว่างของพื้นที่ในโรงเรียน จนลานตาไปหมด
.........ด้านนามธรรมนั้น ที่ชัดที่สุดเห็นจะเป็น การทบทวนประวัติศาสตร์ ของโรงเรียนและค้นอดีตออกมา ปัดฝุ่น เพื่อสร้าง ความตระหนัก แก่ ครู นักเรียน และชุมชน ในการเป็น เชื้อ นำสู่ การพัฒนา นับเป็นกลยุทธ์ที่ คมคายและแยบยล ประกอบกับ ความเก๋า ในชั้นเชิงการบริหาร เช่น การประสานสิบทิศ จึงทำให้ในวันนี้ โรงเรียนมี ทุนคน ทุนเงิน สำหรับการพัฒนาในระดับหนึ่ง ซึ่งหาก รอการอุดหนุนจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว นั้น โรงเรียนคง ทรง กับ ทรุด หรืออาจจะเดินมาไม่ได้ เท่าทุกวันนี้ ตรงนี้น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดี (best practice ) สำหรับผู้มาเยือน เยี่ยงผมและทีมงาน
........นอกจากนั้น ประเด็นหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ การทำงานสนอง นโยบาย หรือ กระแส จาก หน่วยเหนือ ทำให้โรงเรียน ไม่หลงทิศ และ ติดชาร์ต อยู่ตลอดเวลา ซึ่งบางครั้ง ในบางเรื่อง อาจจะรู้สึกขัดหรือฝืน กับความรู้สึกอยู่บ้าง แต่ถ้าไม่คิดมาก และกล้าเลือกที่จะมองในแง่ดี ของ นโยบาย หรือ กระแส เหล่านั้น ก็จะทำให้ค้นพบ สิ่งดีๆ ที่ซ่อนอยู่ ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนดีใกล้บ้าน หรือ โรงเรียนในฝันนั้น หลายคน ยึด ติดรูปแบบ ทำให้ม่านหมอกแห่งความไม่รู้ ไม่เข้าใจ มันพันพัว จนจ่อมจม มองไม่เห็นทางออก ต่อต้าน และไม่ยอมรับ แต่ถ้าหากก้าวข้าม และเติมเต็มรูปแบบ นั้น ให้เหมาะสมสอดคล้องกับ ความเป็น เรา มันก็จะช่วยให้เรา ได้เรียนรู้ เพิ่มขึ้น เช่น ได้เห็นว่า โรงเรียนในฝันนั้น คนต้นเรื่องคือครู ซึ่งพยายามนำเสนอสิ่งที่ได้ ถ่ายทอด สืบสาน บอกสอน ฝึกปรือ ลูกศิษย์ ผ่าน ลานบูรณาการ ทุกกลุ่มสาระ โดยสอนให้เด็กตัวน้อยๆเป็น ครูของตนและคนอื่น ได้ คนเล่นและเดินเรื่องจริงๆ คือเด็กน้อย นี่จึงเป็นแก่น ของโรงเรียนในฝัน ส่วนขั้นตอน รูปแบบ วิธีการต่างๆ นั้น เป็นเพียงแค่เปลือก เมื่อเห็นหรือเข้าใจ เช่นนี้ และไม่ติดรูปแบบแล้ว ก็จะรู้ได้ว่า โรงเรียนในฝัน นั้น ไม่ได้เกินเลยที่ความจริงจะไปถึง แต่ก็ไม่ง่ายนัก ที่จะเกิดขึ้นได้บนความอ่อนแอและไม่จริงจัง ซึ่งโรงเรียนแห่งนี้ ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาทำได้ ซึ่ง หากขาด การกล้าที่จะมองแง่บวก ของ นโยบาย แล้ว ก็อาจไม่ได้เห็นกิจกรรมดีๆ ต่างๆ เหล่านั้น.......

..........โรงเรียนอีกแห่งหนึ่งที่ได้ไปเยือน คือโรงเรียนบ้านแม่ออก ตั้งอยู่บนดอยสูง และสูง สูงจนคิดว่า เขาจะดื่มน้ำจากที่ใดหนอ .....ถนนหนทางโค้งคด โอบรัดขุนเขา แล้วไต่เลื้อยบนหลังภู ลูกแล้วลูกเล่า ขบวนรถปิ๊กอัพของพวกเรา 4-5 คัน แล่นล้อไล่หลังกันเป็นระยะ ผงฝุ่นหิมะแดง คละคลุ้งดงดอยเป็นทางยาว จนถึงดอยที่สูงที่สุด ชาวบ้านเรียกว่า พุ่ยโค่ หรือ ดอยปุย ซึ่งวิวทิวทัศน์บนยอดดอยและตลอดสองข้างทางสวยงามมาก จากนั้นคณะเรา ก็ค่อยๆ คลานรถ ต่ำลงๆ วกลง ๆ สาละวน รอบก้นหอยแห่งหุบเขา และแล้วก็ถึงโรงเรียน ......โรงเรียน..... ในหุบเขา ....โรงเรียนบ้านแม่ออก
........โอ๊ย ยากมากๆ ......นี่เดือนกุมภา นะครับ ถ้าเดือน กรกฎา สิงหา พี่น้องเราจะเดินทางยากลำบากเพียงใด ไม่อยากคิด ที่รู้ได้คือ เห็นใจและเข้าใจ......นั่นเป็นทางเดิน ที่ยากลำบาก กันดาร แต่อย่างไรก็ตาม ความกันดารก็ได้ทำหน้าที่ครูที่สอนสิ่งดีๆ กับ ผม อย่างน้อย สามประการ ดังนี้
.............ประการแรก คือ ใจ ครับ อย่างน้อย ผมก็มาส่งครูคนนี้ (ครูสิทธิพงษ์) ซึ่งอดีตเคยเป็นครูที่นี่เมื่อ 3 ปีก่อน และเลือกที่จะกลับมา ที่ที่มีความหมายสำหรับเขา อีกครั้ง ถ้าไม่ใช่ ใจ คงหาเหตุผลอื่นใดไม่เจอ.....(ผมคิดและเชื่อเช่นนั้น)
............ประการที่สอง คือ ความเป็นพี่เป็นน้องและรักใคร่กลมเกลียวกันของทีมงาน คำพูดนึง ที่ได้ฟังแล้วชื่นใจมิหายและชดเชยความเมื่อยล้าจากการเดินทางได้ คือคำว่า พวกเรารอครูโอ๋(สิทธิพงษ์) อยู่ ซึ่งเอ่ยออกจากปากของเพื่อนร่วมงานที่ใสซื่อและไร้มายาเจือปน ช่างเป็นคำยืนยันที่บ่งบอกว่า ที่นี่มีความหมายสำหรับเขาและเขาก็มีความหมายสำหรับที่นี่ เช่นกัน
.............ประการที่สาม คือ จิตวิญญาณของความเป็นครู ดูจากสภาพโครงสร้างพื้นฐาน อาคารสถานที่ ครูทุกคนที่นี่ ทั้งในอดีตที่ผ่านมา และปัจจุบัน ได้ช่วยกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับที่แห่งนี้ มิใช่มาเพื่อจากไป โดยไม่ทิ้งเยื่อใย ไว้กับข้างหลัง ตรงนี้สำคัญมาก เพราะครูดอยเรานั้น เมื่อถึงเวลาก็ย้ายและส่งไม้ให้เพื่อนคนต่อไป รับช่วงต่อ หากมีไม้ใดไม้หนึ่ง ไม่รู้หน้าที่ หลงทาง ชักช้า เมินเฉย หรือขาดวิญญาณของความเป็นครู ก็จะทำให้การเดินทาง ถึงเป้าหมายช้าลง กว่าที่ควรจะเป็น หรือหลงป่า ตกดอยไปเลยก็เป็นได้ ....ครูที่นี่ ได้แสดงให้เห็นว่า แม้ถนนหนทางยากลำบาก ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน แต่ไม่เคย ขาดแคลนความเป็นครู ที่จะอุ้มชูลูกศิษย์ให้ถึงฝั่งฝัน เรื่องนี้เรื่องใหญ่และสำคัญ ผมเชื่อเช่นนั้น....
.......เดินทางไกล สุดไกล แสนไกล ป่ายปีน สู่ยอดพุ่ยโค่สูง
........ทางยาก ลำบาก กันดาร มาด้วยเท้า ม้า รถ หรือ ยนต์ยาน ใด จักหาถึงไม่
.......ทางยากเยี่ยงนี้ ลำบากเยี่ยงนี้ กันดารเยี่ยงนี้
........ถ้าไม่มาด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู
.........ถ้าไม่มาด้วย ใจ ที่กล้า-แกร่ง-เต็ม -เปี่ยมด้วยพลังเยี่ยงนี้แล้ว .....ยากนักหนอ....จักมาถึง
........ครับ นั่น คือบทเรียน ที่ได้เรียนรู้จากการเดินทางไปเยือนถิ่นสถานต่างๆ ผมและทีมงาน เหนื่อยล้ากับสังขาร และความกันดารไกล แต่ก็สุขใจ จริงๆ ครับ
.........ขอบพระคุณเจ้าของบ้าน มิตรผู้พานพบ และเพื่อนพ้อง น้องพี่ที่ร่วมเดินทาง ด้วยใจด้วยกัน บทเรียนเหล่านี้ ไม่ใช่การเดินทาง ตาม นโยบาย หรือ กระแส ที่คิดจะทำก็ทำ หากแต่คือความงดงามของ การเติมเต็มรูปแบบให้สอดคล้องกับเรา กล้าที่จะเลือกสิ่งที่ดีๆ และกล้าที่จะใช้ ใจ เดินแทน เท้า

.............ขอบคุณ ดอกสะแบงที่แต้มแต่ง ผืนป่า คราร้อนแล้ง ให้มีสีสัน สดใส และงดงาม ขอบคุณมิตรภาพและสิ่งจรุงจิตของ รอยเท้าที่ใจเดิน ขอบคุณดอยสูง ลูกนั้น ที่แบ่งปันความงดงามและน้ำใจ ให้แก่กันและกัน

พิณ คืนเพ็ญ