"เวทีนี้ มีไว้เพื่อบันทึกและบอกเล่าเรื่องราวของคนสันภู ซึ่งเป็นเสมือนยุ้งข้าว คอยเก็บผลผลิตของฤดูกาลแห่งชีวิต ทั้งของตนและคนแรมทาง เป็นมุมเล็กๆมุมหนึ่งในครัวอักษรา แบ่งปันบางอย่าง ให้ได้อ่านคิดคุย มิได้ โดดเด่นดังดี อะไรดอก แค่ได้บอก เชื้อชวน ให้ขบบ้าง ก็เท่านั้น เพราะเชื่อว่า ถ้ายุ้งข้าวนี้ ทำให้คนได้อ่าน มากกว่าสิ่งที่ได้เขียน ก็คิดว่า ได้ทำหน้าที่อย่างยิ่งใหญ่แล้ว ก่อนที่ ถ้อยคำแห่งการพลัดพรากจะผุดเปล่ง ก่อนบทเพลงสุดท้ายแห่งชีวิตจะบรรเลง ตามกฎธรรมดา ก็เท่านั้น"
วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ลดทุกข์สุขเพิ่ม
..........ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าหากได้เห็น ได้ยิน ได้ชม หรือได้สัมผัสอะไรต่อมิอะไรที่ไม่ต้องการ หรือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกใจ คนเราจะมีปฏิกิริยาโต้กลับอย่างทันควัน ผ่านการแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ตอบถ้อยกระทงความอย่างเสียมิได้ บ้างแสดงกิริยากระโชกโฮกฮาก บ้างออกอาการหงุดหงิด บ้างกระฟัดกระเฟียด ฟาดงวงฟาดงา บ้างก็สะสมไว้เป็นระเบิดเวลา รอวันประทุดุเดือด ฯลฯ อากัปกิริยาเช่นนี้ มักเห็นได้อยู่เป็นประจำในแต่ละคน แต่จะมากน้อย หรือเข้มข้น รุนแรง บางเบาเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับภูมิธรรมของผู้นั้นเป็นสำคัญ
.............ในแต่ละวัน เรามักหนีไม่พ้นกับปัญหาวุ่นวายที่ได้พบพานอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ ได้แก่ ปัญหาของตนเอง คนอื่น และคนอื่นที่เราเข้าไปพัวพันกับเขา มันจึงเกิดการปะทะสังสรรค์กันในระดับหนึ่ง ถ้าไม่มีหลักคิด เมื่อเจอปัญหาหรือสิ่งมากระทบกับตนเอง ก็มักจะจบลงด้วยความโกรธ เกลียด เครียด เจ็บ ป่วยและ ตายอย่างทรมานในที่สุด ผู้มีปัญญาจะยังปล่อยให้ตนเอง จ่อมจมกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นเช่นนี้อยู่หรอกหรือ?
...........เป็นคำถามที่เฝ้าถามดูอาการตนเอง เกือบทุกวี่วัน แต่ยังไม่สามารถหลุดพ้นหรือลดรอนให้ปัญหาจางหายไปได้ ครุ่นคิดอย่างเป็นจริงเป็นจังก็สรุปบทเรียนว่า แท้จริงแล้ว เรามีทุกข์ 2 ทาง หนึ่งคือทุกข์ทางกาย สองคือ ทุกข์ทางใจ
........ทุกข์ ทางกาย นั้น ก็เรื่องการอยู่ เดิน กิน นอน ถ้าเกินขาดก็เสียสมดุล เกิดทุกข์
........ทุกข์ ทางใจ นั้น ก็เช่นกัน แต่ซับซ้อนยิ่งกว่า เพราะมันเกิดจากใจของมันเองก็ได้ หรือสืบเนื่องมาจากทุกข์ทางกายก็ได้ สายนี้ยากและยุ่งในการแก้ไข และเป็นเหตุใหญ่ที่นำไปสู่ทุกข์ระทม
......อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะทุกข์กาย หรือทุกข์ใจนั้น ล้วนมีแหล่งกำเนิดต่างๆ ที่มาสัมผัสกับช่องทางรับรู้ต่างๆ ของเรา อันได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กายและใจทั้งสิ้น
ทุกข์ทุกครั้ง สำคัญที่ ใจ ของเราเข้าไปทำการโต้ตอบ ตอกย้ำ บีบรัด ยึดเหนี่ยว จนมันเสียดุลยภาพไป มันจึงทุกข์
......วิธีแปลงทุกข์ให้สุขนั้น จึงควรทำดังนี้
1.รู้ทันแหล่งกำเนิดทุกข์: รู้ว่าอยู่ในสิ่งแวดล้อมเช่นนั้น เหตุเช่นนั้น จะนำมาซึ่งทุกข์แน่ๆ จงระวัง
2.รู้ทันช่องทางรับรู้ ทั้ง 6 : พยายามปิดประตูทั้ง 6 ไม่ให้สัมผัสแหล่งกำเนิดทุกข์นั้นๆ
3.สุดท้าย สำคัญที่สุด คือ รู้ทัน ใจ พยายามอย่าเอาใจไปรับกับสิ่งที่มา สัมผัส เมื่อใจไม่ได้รับ หรือสัมผัสกับสิ่งใด ตั้งอยู่ในความนิ่ง ก็ไม่สั่นไหว เมื่อไม่สั่นไหวมันก็สงบ เมื่อสงบ ก็จะพบความสุข ซึ่งเป็นบทเรียนที่มีค่ายิ่ง ที่ครุ่นคิด ทบทวน ไปมาอยู่สุดวัน จนปวดหัวตึ๊บๆ เมื่อรู้แล้ว จะพยายามปฏิบัติ คิดว่าน่าจะเป็นแนวทางการบำบัดทุกข์ หรือลดทุกข์สร้างสุขกับตนเองได้..........
ขอบคุณตนเอง จากใจจริง
วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ไรอัน ไดสเดล : ครูอาสา อาสามาด้วยใจ
คุณ ไรอัน ไดสเดล คือ ครูชาวอเมริกันอีกคน ที่อาสามาสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในพื้นที่กันดารห่างไกล...... โรงเรียนบ้านแม่นาจางเหนือ เป็น 1 ใน 3 โรงเรียนบนดอยที่ได้รับโอกาสที่ดีเช่นนี้ ไรอัน สอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้น ป.2-6 โดยจัดกิจกรรมง่ายๆ สนุกสนานและเป็นกันเอง เขาใช้บทสนทนาพื้นฐาน มีเกมและมักจะร่วมเล่นกับเด็กๆ เสมอ เขาจึงเป็นคุณครูที่จดจำและน่าเรียนรู้ของเด็กๆที่นี่ ทุกคนที่ได้เรียนกับเขา จะรู้จักและจำไรอันไปอีกนานแสนนาน .....
....ผมติดต่อครูอาสาท่านนี้ ผ่านทาง ผู้ประสานงาน มูลนิธิสามสาระ คือ ผอ.พูลศักดิ์ โรงเรียนบ้านห้วยผึ้งใหม่ นับเป็นครูอาสา ชาวต่างชาติที่ได้รับการสนับสนุนผ่านทางมูลนิธิสามสาระและมาสอนที่แม่นาจางเหนือแล้ว เป็น คนที่ 3 ตลอดระยะเวลาที่เขามาแม่นาจางเหนือ ไรอัน จะพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆ ไวมาก เขาเป็นฝรั่งที่พูดไทยเก่งคนนึง รู้แม้กระทั่งคำพื้นฐานของกะเหรี่ยง และม้ง ซึ่งคนไทยบางคนอาจจะยังไม่รู้เลย
....ผมมีโอกาสได้สนทนากับเขา แลกเปลี่ยนมุมมองของชาวเอเชียกับชาวอเมริกาหรือยุโรป ผ่านบทสนทนาทั้งภาษาและมือไม้ เท่าที่ผมจะพูดได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้ร่วมกันก็คือว่า .....เหนือสิ่งใดๆ ในโลกนี้ จิต คือสิ่งสำคัญที่สุด ศาสตร์ตะวันออกของเราได้พร่ำสอนเรื่องนี้ผ่านศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมต่างๆ ส่วนศาสตร์ตะวันตกนั้น อยู่กับการปรับตัวเพื่อให้สามารถดำรงอยู่กับธรรมชาติให้ได้ ...
....บางครั้งอาจจะพยายามอยู่เหนือธรรมชาติ ผ่าน เครื่องมือ ที่ทันสมัย เรียกว่า เทคโนโลยี วิ่งวุ่นกับการไขว่คว้าและให้ได้มาของทุนและวัตถุ...
.....ไรอันบอกว่า ...ที่อเมริกาทุกนาทีถูกจำกัดด้วยภาระงาน ถูกบีบรัดด้วยความวุ่นวายและการวิ่งเข้าหาความสำเร็จจากการครอบครองบางสิ่งบางอย่าง แต่สำหรับที่นี่ เขาบอกว่า.... อิจฉาคนไทยจริงๆ แม้จะห่างไกล แต่มีธรรมชาติที่งดงาม มีสายลมคอยพัดวี มีสายน้ำคอยให้ความฉ่ำเย็นในดวงใจและที่สำคัญคือ มีธรรมะที่เพาะบ่มให้เข้าถึงสภาวะภายใน....
...............เป็นเวลา 1 ปี เต็มแล้ว ที่ไรอันมาสอนที่นี่ บัดนี้เขาจะไปที่อเมริกา ฟิลิปปินส์ เวียดนาม พร้อมๆ กับการทำด๊อกเตอร์ ผมดีใจกับเขา และร่วมอวยพรชัยกับไรอัน ขอให้ฝันของเขาเป็นจริง มีโอกาส เมืองไทย จะยิ้มต้อนรับคุณเสมอ ....คุณเป็นฝรั่งที่ดีคนนึงที่ผมรู้จัก...ไรอัน ไดสเดล แห่ง ไอโอวา อเมริกา

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554
คนเอย

....เพลง หนึ่งเพลง ฟัง สาม ถึง ห้านาที ..... รู้สิ้น
....หนัง หนึ่งเรื่อง ดู สองถึงสามชั่วโมง ..... รู้จบ
....หนัง หนึ่งเรื่อง ดู สองถึงสามชั่วโมง ..... รู้จบ
...หนังสือ หนึ่งเล่ม อ่าน วันสองวัน ..... ยังรู้วาง
...แต่คนเพียงคน ใบหน้ามนๆ ดวงตากลมๆ เพียงคู่
...แต่คนเพียงคน ใบหน้ามนๆ ดวงตากลมๆ เพียงคู่
พินิจ ดู ฟัง อ่าน สุดวัน จากเช้าจวบเย็น จนถึงอีกวัน
ก็ยังอ่านบ่มีจบ บ่มีสิ้น ......
คนเอย เจ้าคิดอันใด อยู่หนอ
คนเอย เจ้าหวังสิ่งใด อยู่หนอ
คนเอย ยากนักหนอ จักเข้าใจ
คนเอย ยากนักหนอ ...จักหยั่งถึง.... คนเอย....คนเอย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




