วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

โจนาธาน การบินสู่อิสรภาพ

.....การสลัดพันธนาการให้หลุดพ้นหรืออิสระจากความยึดมั่นในตัวตน หรือกรอบกติกาเดิมๆ ที่สังคมถือมั่น เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง...แม้เพียงแค่การก้าวออกจากมุมเก่าๆที่คุ้นเคย ก็ถูกพิพากษาว่าเป็น คนนอกคอก เสียแล้ว แปลกใจ ทำไม คนเราไม่กล้าเดินเพื่อสร้างรอยเท้าของตนเอง มัวแต่เดินตามกัน เมื่อไรจะพบเส้นทางใหม่เล่า
......กบฎทางความคิดที่เกิดขึ้น ทำให้ผมนึกถึงภาพยนตร์เรื่องโจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล....การบินสู่อิสรภาพ....ที่เคยดูตอนเรียนวิชาปรัชญาวิทยาศาสตร์ ประมาณปี 2545 จากท่านอาจารย์ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่ง ผมได้คัดลอกเนื้อหาและภาพจาก http://www.oknation.net/blog/print.php?id=149165 ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงตนเองสู่ความมีอิสรเสรีภาพ...ได้บ้าง

                                                    

       ยามเช้า ....
       .....ดวงตะวันใหม่สดใสส่องแสงสีทองทอดทาบระลอกทะเลที่สงบเยือกเย็น เรือตกปลาลำหนึ่งจอดลอยอยู่ห่างจากชายฝั่งหนึ่งไมล์ ส่งสัญญาณให้อาหารนกกระจายขึ้นไปในอากาศ และแล้วฝูงนางนวลจำนวนพันก็โผบินเข้ามาแย่งอาหารกันกิน  วันแห่งความสับสนอีกวันหนึ่งก็เริ่มขึ้น......  
       แต่ไกลออกไปจากชายฝั่งและเรือ โจนาธาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล กำลังฝึกบินอยู่เดียวดาย
        มันบินสูงขึ้นไปในท้องฟ้าหนึ่งร้อยฟุต ลดเท้าที่ติดกันลง เชิดปากขึ้น และกระชับปีกเข้าหากันเพื่อหักมุมเลี้ยวที่แสนยากเย็น เมื่อมันเลี้ยวโจนาธานก็บินได้ช้าลง และเมื่อมันบินช้าๆ สายลมก็พัดผ่านหน้าราวกับเสียงกระซิบ เบื้องล่างท้องทะเลดูสงบนิ่ง
       โจนาธานหรี่ตาตั้งสติแน่วแน่กลั้นหายใจ แล้วก็บังคับให้ตัวหักมุมเลี้ยว….อีกหนึ่งนิ้วฟุต…
       แต่แล้วขนของมันก็กระจุย มันชงักเสียหลักตกลงมา
  


       นี่คือบทเริ่มต้น...ในหนังสือเรื่อง"โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล" แปลโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
        เป็นหนึ่งในหนังสือที่ผมชอบ...และเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องการคิดนอกกรอบ(ของใครหลายคน)

       ความจริงแล้ว เรื่องของโจนาธาน ผมอ่านฉบับแปลโดย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อนอ่านของอ.ชาญวิทย์ด้วยซ้ำ
       หม่อมคึกฤทธิ์ใช้ชื่อหนังสือว่า "จอนะธัน ลิฟวิงสตัน นางนวล"

       ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เขียนคำนำว่า "...เมื่ออ่านแล้วเกิดความจับใจในธรรมะที่ได้แสดงไว้ในหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีทั้งมนุษยธรรมและธรรมอันเป็นความจริงแห่งชีวิตซึ่งตรงตามที่พระพุทธเจ้าผู้ซึ่งเป็นพระบรมศาสดา และสรณะของผมได้ทรงแสดงไว้เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้วมากมายหลายอย่าง..."
       ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เขียนต่อว่า "...คนที่ผมอยากให้อ่านหนังสือเล่มนี้คือคนไทยทั้งปวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตนักศึกษาและนักเรียน เพราะจะได้กำลังใจในอันที่จะเล่าเรียนและทำประโยชน์ต่อไปได้มาก สำหรับคนที่เคยได้เล่าเรียนวิชาจากผมโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นวิชาใด ไม่ว่าจะเป็นรุ่นใด และไม่ว่าจะมากหรือน้อย ผมขอถือโอกาสนี้ส่งข่าวมาให้ทราบว่า...
        "ผมอยากให้คุณอ่านหนังสือเล่มนี้ทุกคน จะอ่านจากภาษาอังกฤษหรืออ่านจากคำแปลนี้ก็ได้ แต่ขอให้อ่านให้ได้ และในการอ่านนั้น ขอให้โปรดใช้ความคิดให้มากประกอบไปด้วย อย่าอ่านเพียงสักแต่ว่าผ่านสายตาไป นกนางนวลมันรักศิษย์ของมันฉันใด ผมก็รักพวกคุณทุกคนฉันนั้น"


       ".....สิ่งที่ทำให้ นางนวล โด่งดังขึ้นมาคงจะเป็นความง่ายของหนังสือเป็นประการแรก หนังสือเล่มนี้ง่ายในความหมายที่ว่าทั้งเด็กและผู้ใหญ่อ่านได้สบายๆ ในขณะเดียวกันก็แฝงปรัชญาความคิดเอาไว้ด้วย ลักษณะของหนังสือเป็นเรื่องผสมผสานกันระหว่างความเก่าและความใหม่ ความใหม่ที่แทรกเข้ามาก็คือ ความทันสมัยและวิทยาศาสตร์ในรูปของ Science Fiction คือ เรื่องของการบินเร็วและสามารถจะ บินได้เร็วเท่าความคิด นอกเหนือไปจากนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ประทับใจคนอ่านก็คือ อิสระเสรีภาพ  คนอ่านไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามมีอิสระที่จะตีความหนังสือเล่มนี้ได้ตามใจชอบดังนั้นจึงไม่น่าสงสัยอะไรเลย ที่มีคนตีความว่าปรัชญาของนางนวล เป็นฮินดูบ้างเป็นพุทธศาสนาบ้าง เป็นคริสตศาสนานิกาย Christian Science บ้าง หรือแม้กระทั่งว่าเป็นปรัชญาเก๊ๆ ก็มี ..."       ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เขียนไว้ใน"คำตาม"
       หนังสือเล่มนี้ กล่าวถึงโจนาธาน นกนางนวลที่ชอบ"แหกคอก" ด้วยการ"ฝึกบิน"
       เพราะสำหรับนกนางนวลนั้น พวกมันบินเพื่อหาอาหาร

       "ทำไมนะ จอน ทำไม" แม่ถามขึ้น "ทำไม่มันยากนักรึที่จะทำตัวให้เหมือนนกอื่นๆ ในฝูง หือ จอน ทำไมแกไม่ปล่อยให้การบินระดับต่ำเป็นเรื่องของนกเพลิแกน หรือนกอัลบาทรอส แล้วทำไมแกไม่กินซะบ้าง จอน แกน่ะเหลือแต่กระดูกและขน!" 
       "แม่ ฉันไม่กลัวที่จะเหลือแต่กระดูกและขนฉันเพียงแต่อยากรู้ว่าเมื่อฉันอยู่ในอากาศ ฉันจะทำอะไรได้หรือทำไม่ได้ ฉันเพียงแต่อยากรู้เท่านั้นเอง"
       "นี่นะโจนาธาน" พ่อพูดขึ้นอย่างไม่ไร้ความปรานี "หน้าหนาวก็ไม่ไกลนัก แล้วเรือหาปลาเหลือไม่กี่ลำ และปลาผิวน้ำก็จะว่ายลงสู่น้ำลึก ถ้าแกจะต้องเรียนรู้ แกก็ต้องเรียนรู้เรื่องอาหาร และก็หาอาหารกินให้ได้ เรื่องการบินนี่นะดีอยู่หรอก แต่แกก็น่าจะรู้ว่าการบินการร่อนกินเข้าไปไม่ได้ อย่าลืมว่าเหตุที่แกบินก็เพื่อเอาไว้หากิน"  
       โจนาธานพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง

       อย่างไรก็ตาม เมื่อ"ลับหลังพ่อและแม่...โจนาธานก็แหกคอก หลังจาก(พยายาม)ทำตัวเหมือนนกนางนวลตัวอื่นๆ นั่นคือส่งเสียงร้อง สู้ ร่อนลงแย่งเศษปลาและขนมปังกับฝูงนกที่ท่าน้ำและเรือตกปลา
       โจนาธานคิดว่าการทำเช่นนั้น ไม่มีจุดหมาย บ่อยครั้งที่มันยอมทิ้งปลาแห้ง(ซึ่งหามาได้อย่างยากเย็น)ให้กับนกนางนวลแก่ๆที่หิวโหย

       โจนาธานคิดว่ามันควรจะใช้เวลาทั้งหมดในการฝึกบิน เพราะมีอะไรมากมายที่จะต้องเรียนรู้
       ไม่นานต่อมา โจนาธาน สามารถบินได้เร็วถึง 90 ไมล์ต่อชั่วโมง ซึ่งนั่นเป็นการทำลายสถิติความเร็วในหมู่นกนางนวล!!!
       สิ่งที่โจนาธาน"เรียนรู้"หลังฝึกบินก็คือ นกนางนวลไม่บินยามค่ำและบินเร็ว เพราะหากเป็นเช่นนั้น ธรรมชาติก็จะต้องให้มีตาเหมือนนกฮูก และมีปีกสั้นเหมือนนกเหยี่ยว
       แต่เมื่อต้องการเรียนรู้...โจนาธาน จึงทดลองทำ...ทุกอย่าง

       จึงไม่น่าเชื่อว่า โจนาธานสามารถบินได้เร็วถึง 210 ไมล์ต่อชั่วโมง และขยับเป็น 214 ไมล์ต่อชั่วโมงในเวลาต่อมา!!!
       สุดท้าย โจนาธานถูกขับออกจากฝูง...เพราะถือว่าเป็นการสร้าง"ความอับอาย"ในการเป็นนกนางนวล
       "…สักวันหนึ่ง โจนาธาน ลิฟวิงสตัน : นางนวล แกจะรู้ว่าการไร้ความรับผิดชอบไม่มีประโยชน์อะไร ชีวิตเป็นเรื่องลี้ลับ และจะเรียนรู้ไม่ได้ เรามาอยู่ในโลกนี้เพียงเพื่อกิน และพยายามมีชีวิตอยู่ให้ยืนยาวเท่าที่เราจะทำได้"  นางนวลผู้เป็นใหญ่พูด

       ต่อมา...โจนาธาน พบกับนางนวลฝูงใหม่
       ซึ่งที่นี่ โจนาธาน พบกับ"เจียง" นางนวลเฒ่า ที่บอกโจนาธานด้วยความเมตตา "ว่าไงลูก..เธอกำลังเรียนรู้อีกแล้วนางนวลโจนาธาน"
       รวมทั้งได้พบ นางนวลซัลลิแวน นางนวลเฟลทเชอร์ ลินด์ นางนวลเมย์นาร์ด นางนวลโลเวล นางนวลชาลส์-โรแลนด์
       ทั้งหมดคือ"เพื่อน"...ในการเรียนรู้ของโจนาธาน

       "กฎที่แท้จริงอันเดียวคือ กฎที่นำไปสู่อิสระเสรีภาพ" บทสรุปของโจนาธาน
       และผมถือว่าเป็นบทสรุปที่"สุดยอด"

...............................................
.....ครับ สำหรับผมแล้ว คิดว่า โจนาธาน คือ ต้นแบบของการก้าวสู่โลกทัศน์ใหม่ ที่มีเป้าหมายคืออิสรภาพของชีวิต การเดินทางดังกล่าว ต้องมีความเชื่อมั่น ศรัทธาและก้าวที่กล้า จึงจะทำให้พบทางเสรีได้อย่างแท้จริง ผมไม่ได้ต้องการให้ทุกคนเดินออกจากกรอบเดิมของสังคมเสียในทุกด้าน ไม่ได้ต้องการให้ใครต่อใครลุกมาต้านวัฒนธรรมทางความคิดเดิมที่เราเป็นกันหรอก เพียงแต่ทำไม เราต้องเดินตามก้นกัน อยู่อย่างนั้น เช่นนั้น ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำไมเราเดินโดยไม่กล้าหยุดถามตัวเองว่า "จะเดินไปสู่หนไหน" หรือเป็นเพราะเราชินชาและตายด้านต่อการตรวจสอบวิถีเก่าๆ บางอย่าง เพียงเพราะ เขาว่า... เขาบอก.... เขาสอน....ผ่านวันเวลายาวนานแรมปีกระนั้นรึ... ถ้ามองแค่นั้น ผมว่ามันยังไม่พอ ไม่พอเพราะว่า บางครั้ง การนอกคอกทางความคิด ถือเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมที่ขาดแคลนความสร้างสรรค์ เฉกเช่นสังคมไทย...

พิณ คืนเพ็ญ

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ดอกไม้นานา


ดอกไม้สวยงามไ ม่ต้องแต่ง ร้อนแล้ง แห้งหนาว ยังพราวใส สีสด
งดงามจากข้างใน ในสวยในใส จึงงดงาม
ดอกกระทกรก หรือ เสาวรสธ์ กลีบดอกเบ่งบาน ผึ้งงานตอมไต่
ไม่ขาดสาย ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตน
 หน้าที่ของการดำรงชีวิต
ดอกหญ้าข้างสวน เบ่งบานรับขวัญวันใหม่ ชูช่อล้อหมอก น้ำ ค้างใบ
พริ้วไหว เอนอ่อน อ้อนกัน

ลีลาวดีกลิ่นหอม นวลนุ่ม สุขุมเยือกเย็น ถึงใจ
งดงามแม้อยู่ ก้านดอก งดงามแม้ อยู่ดินดอน 

                                                      
                                                     

วันเสาร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2554

คอย...ป้อง










   เถียงนาน้อย คอยใคร อยู่ไหมหนอ
เจ้าเฝ้ารอ ไอฝน หมอกหม่นหนาว
คอยข้าวใหม่ ไออุ่น ละมุนพราว
คอยหมู่ดาว หยาดน้ำค้าง คืนจันทร์เพ็ญ
   หรือคอยทุย ที่เคยลุย หน้าไถหว่าน
คอยดอกจาน บานแต่ง ทุ่งแล้งเข็ญ
คอยหิ่งห้อย ร้อยแสง แต่งฟ้าเย็น
ฤา...คอยไก่เซ่น ศาลปู่ตา ป้องห่าเมือง
  ........................................
       พิณ คืนเพ็ญ :  ซาวตุลาห้าสี่
           ต้นหนาวแม่นาจางเหนือ
               

เทียนภู










เทียนภู เปล่งแสง แต่งฟ้าค่ำ
เย็นน้ำ หมอกหนาว คราวหลังฝน
ตะวันลับ เดือนหลับ ลับตาคน
เทียนธรรม เปล่งแสงตน ส่องคนภู
        .......................













เทียนร่ำไห้ อาลัย กลายแสงส่อง
คนแซ่ซ้อง เห็นค่า คราไสว
เทียนเจ็บซ้ำ กล้ำกลืน ขมขื่นใน
ใครเล่าใคร เห็นคุณค่า น้ำตาเทียน
            .....................











หรีดสองตัว ถ้วยสองใบ เทียนไขเล่ม
เลาะเรียบเล็ม น้ำค้าง หว่างช่องแสง
ชิมรสร้อน อ่อนไหว คราวไฟแลง
ลิ้มรสแกง รู้บ้างไหม หรือไม่รู้
    .............................














ค่ำแล้ว...
วอมไฟ ไขแสง ขึ้นแต่งค่ำ
หริ่งหรีดร่ำ พร่ำวอน อ้อนฟ้าหลัว
มืดมิด เงียบงัน พลันรอบตัว
มืดจนกลัว จักบ่มี วันสร่างเงา
แต่มีไฟ โคมดอย คอยใสส่อง
สาดครรลอง งดงาม ตามขุนเขา
ที่แห่งนี้ มีวันสร่าง จางเจือเงา
มีวันเศร้า คลายโศก โลกงดงาม
     .....................................
        พิณ คืนเพ็ญ : ปรุงอักษร