คนเรา มักพูดเสมอว่า
ตนนั้น ฉลาด กว่าสัตว์เดรัจฉาน
ตนนั้น มีอารยะ
ตนนั้น มีความสามารถ
ตนนั้น เหนือกว่าสรรพสัตว์
ฯลฯ
...อะไรประมาณนั้น
จึงมีคำถาม เล่นๆ ว่า ที่ว่า ฉลาด แท้แล้ว ฉลาดจริงหรือ?
ที่ว่าเหนือกว่า เหนือกว่า จริงหรือ?
เพราะใน ความฉลาดและสถานะ เหนือ กว่า ตามที่เข้าใจ
ทำไมกลับใช้ชีวิต ไร้ อิสรภาพ เข้าไปทุกขณะ
ชีวิตยุ่งยาก วุ่นวายเข้าไปทุกวี่วัน
คุณโจน จันได ยกตัวอย่าง เรื่องนี้ได้ชัดว่า
"คนเข้าใจว่าตนฉลาด แต่ใช้เวลาทั้งชีวิต เพียงเพื่อหาบ้านสักหลัง ทำงานหาเงิน เพื่อครอบครองเหล็กเดินได้ สักคัน... ต่างกับนกที่สร้างบ้านเพียงสามวัน เวลาที่เหลือนั้น คือการบินโผสู่ฟ้ากว้างอย่างเสรี"
คนเราฉลาดจริงหรือ?
จึงเป็นคำถาม คำถามที่คำตอบเองก็ยังลอยนวล อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะตอบคำถามได้ดี น่าจะเป็นผู้ถาม คำถามเองนั่นแหละ
กิจกรรม ค่ายแลกเปลี่ยน กับ ร.ร. รีเจนท์พัทยา พร้อมคณะในครั้งนี้ ผมได้เลือก บ้านดิน เป็นตัวเดินเรื่อง เดินเรื่องตาม แบบ ทางกายภาพ คือ สร้างห้องสมุดบ้านดิน เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งที่อยากได้และไปให้ถึง คือการเห็นและเป็น ในสาระ แห่ง แบบ นั้น คือ เข้าใจและมีวิถีอันหนึ่งเดียวกับบ้านดิน ให้มากกว่า เพราะวิธีคิดของบ้านดิน บอกว่า บ้านไม่ใช่สิ่งที่ยาก แต่เราเห็นและทำให้เป็นเรื่องยากเอง หากคิดง่าย ๆ ทำง่าย ๆ ชีวิตมันก็เรียบง่ายตาม
ครับ เห็นท่าจะจริงดังที่เขาพูด แม้ห้องสมุดบ้านดินหลังนี้ อาจสร้างมิเสร็จในเวลา สองสามวัน เยี่ยงนกสร้างรังก็ตาม แต่ดินก้อนแรก แห่งอิสรภาพ ได้ก่อขึ้นอย่างเรียบง่าย ด้วยวิธีการง่ายๆ และในเร็ววัน ก็คงสำเร็จเสร็จสิ้นลงได้ อย่างง่ายๆ เช่นกัน
ต้องขอขอบพระคุณ แบบ ที่นำเราไปสู่ สาระ ขอบคุณ บ้านดิน ที่นำเราไปสู่ วิถีง่ายงาม ขอบคุณพี่น้องทุกชาติพันธุ์ ที่ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีต่อกัน
แม้อิสรภาพมิอาจเกิดขึ้นได้ ในทันใด แต่ก็มั่นใจว่า ได้ทำในสิ่งที่ง่ายงาม เพื่อความงาม ภายใน แห่งเราแล้ว
พิณ คืนเพ็ญ
สร้างห้องสมุดบ้านดิน
ค่ายรีเจนท์ วอซอ และเซี่ยงไฮ้
24-28 พ.ย. 56
"เวทีนี้ มีไว้เพื่อบันทึกและบอกเล่าเรื่องราวของคนสันภู ซึ่งเป็นเสมือนยุ้งข้าว คอยเก็บผลผลิตของฤดูกาลแห่งชีวิต ทั้งของตนและคนแรมทาง เป็นมุมเล็กๆมุมหนึ่งในครัวอักษรา แบ่งปันบางอย่าง ให้ได้อ่านคิดคุย มิได้ โดดเด่นดังดี อะไรดอก แค่ได้บอก เชื้อชวน ให้ขบบ้าง ก็เท่านั้น เพราะเชื่อว่า ถ้ายุ้งข้าวนี้ ทำให้คนได้อ่าน มากกว่าสิ่งที่ได้เขียน ก็คิดว่า ได้ทำหน้าที่อย่างยิ่งใหญ่แล้ว ก่อนที่ ถ้อยคำแห่งการพลัดพรากจะผุดเปล่ง ก่อนบทเพลงสุดท้ายแห่งชีวิตจะบรรเลง ตามกฎธรรมดา ก็เท่านั้น"
วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
วันพุธที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2556
กล้าดาวแห่งขุนไพร: ดาวที่กล้าเปลี่ยนย้ายสู่ฐานคิดคุณภาพ
หลังจาก สึนามิทางสังคม ได้โถมกระหน่ำซัดฝ่ายจัด การศึกษาของไทย นับแต่ผลจัดอันดับคุณภาพการศึกษาของ ดับเบิ้ลยู อี เอฟ แจ้งชัดว่า ไทยเรารั้งท้ายเพื่อนบ้าน ทำเอา หลายฝ่าย ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ต่อประเด็นดังกล่าวกันยกใหญ่ พร้อมๆกับมีความเคลื่อนไหว เป็นระลอกคลื่นตามมาที่น่าสนใจ น่าสนใจที่ทุกส่วน ตระหนักและเห็นความสำคัญของการศึกษา มากขึ้น อย่างน้อย ก็มากกว่าลมปากที่เคยพรั่งพรู ดังก่อนมา เห็นได้จาก มีการเสนอทาง เพื่อ ก้าวเดิน ไปสู่ความสำเร็จ อย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น เค้ารางของธงชัย จึงเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆและมีหวังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างลางๆ
.....ถึงแม้บางอย่าง อาจจะไม่เกี่ยวเนื่องกันเสียทีเดียว แต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า ผลของคลื่นยักษ์ดังกล่าว มีส่วนต่อ ท่าที และ วิถี ที่ทุกส่วนได้เดินมาก่อนหน้า รวมทั้งก้าวแต่นี้ ที่จักดำเนินไป ทำให้ประเด็นการศึกษา แผ่ซ่านซึมลึกในมรรคาของผู้คนในสังคม กว่าก่อนเดิมอย่างมีนัยยะ
......ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด...คือ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ร่วมเดินทางกับคณะลุง อา พี่ เพื่อน แห่ง สพป.มส.2 เยี่ยมเยือน พี่น้องครู หลายโรงเรียน ตามโครงการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ของสำนักเขตพื้นที่ฯ ที่ได้จัดขึ้น นี่ก็นับเป็นตัวอย่างของก้าวที่ได้เดินมาก่อนหน้า ในอีกหลายๆเรื่องและก็อีกหลายๆอย่าง ซึ่งกำลังจัดวางในที่ทาง ที่เหมาะสม มีโอกาสจะได้สื่อสาร ผ่านห้องครัวอักษราแห่งนี้ในลำดับ ต่อไป
จากการเดินทาง พวกเราได้เห็น ต้นกล้าหน่อดาว ที่รอวันโตสุกสกาวใส เป็นความหวังแห่งแผ่นดิน ในเกือบทุกหย่อมย่าง เราพบว่า โหมดความคิดต่อการศึกษาของพี่น้องชนเผ่า บนพื้นที่ภูเขาสูง ได้ เปลี่ยนย้าย ย้ายจากเดิมที่ ให้น้ำหนักไปที่ โอกาส ในการเข้าถึงการศึกษา เช่น อยากให้มีโรงเรียน อยากให้ลูกได้เรียนหนังสือ อยากให้มีครูมาสอน ฯลฯ แต่วันนี้ ทุกคน ได้ผ่องถ่ายของเก่า และไต่เต้าบันไดมุ่งสู่คุณภาพการศึกษา กันทุกชาติพันธุ์ ย้ำชัดตรงกัน ว่า อยากให้ลูกหลาน อ่านออกเขียนได้ เป็นคนเก่ง คนดี มีงานทำ และนำสุขมาสู่ชีวิตและชุมชน ผู้ปกครองทุกหมู่บ้านที่คณะเราได้เห็น ต่างตั้งธงคุณภาพไว้ที่ตัวลูกหลานเป็นปลายทาง ส่วนรูปแบบ วิธีการ และการจัดการ (เรียนรวม พักนอน โรงเรียนเขตพื้นที่) นั้น สุดแท้แต่ หน่วยจัด (โรงเรียน) จักเห็นว่าเหมาะสม พวกเขาพร้อมสนับสนุนและร่วมดำเนินการเต็มที่.....
ครับ นี่นับเป็นปรากฎการณ์ เปลี่ยนย้ายชุดความคิด โดยย้ายจาก ชุดความคิดหนึ่งไปสู่อีก ชุดความคิดหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนย้าย ที่น่าสนใจ น่าสนใจตรงที่ว่า การย้าย ครั้งนี้ อิงคุณภาพ เป็นฐานคิด และก้าวข้าม ปัญหา ข้อจำกัด อุปสรรค เล็กๆ น้อยๆ ที่จะเหนี่ยวรั้ง มิให้ ธงชัยโบกไหว สะบัดไกว.....
"ผมขอสอนหนังสือ แต่งานการเงิน บัญชี พัสดุ งานธุรการ เข้าประชุม และอบรม ขอให้โรงเรียนที่มีครูเยอะๆ ทำหน้าที่แทน" ครูหนุ่มคนหนึ่งกล่าว หลังจากที่เขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรวมในบางชั้น เนื่องเพราะแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ทั้งดอยกันดารไกล มีเขาเป็นครู อยู่คนเดียว
"เฮากะหันดีโตย เพราะตึงวัน ครูเฮากะมีน้อย ไหนจะประชุม อบรม ขึ้นลง ดอย ละอ่อนแทบจะบ่ได้เฮียน ท่าเยี้ยะจะอี้ ผลดีจะเกิดกับละอ่อน" ผู้ปกครองอีกคน ย้ำยัน ข้อเสนอของครูหนุ่ม และแนวทางที่เขาเลือก
ในขณะที่ผู้ปกครองอีกฟากดอย ซึ่งโรงเรียนมีนักเรียนยี่สิบกว่าคน ก็ร่วมกันคิดและหาทางออกว่า จะเปิดสอนตั้งแต่อนุบาล จนถึง ป. 2 ส่วน ป.3-6 จะไปเรียนรวมกับโรงเรียนอื่น ฯลฯ
ครับ นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ของการเปลี่ยนย้ายชุดความคิดเก่า มาสู่ชุดความคิดใหม่ ที่อาศัย อิงติดเรื่องคุณภาพเป็นหลัก ของผู้ปกครอง ครู และผู้บริหาร ในหลายๆ โรงเรียน จึงนับเป็นโอกาสและภาพรุ่งอรุณที่งดงาม งดงามว่า จากนี้ไป โอกาส ตรงนี้ จะทำให้ ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เห็น เข้าใจ กำหนดท่าที ตลอดจน ดำเนินในวิถี สู่ คุณภาพ เยี่ยงกัน
.....ครับ ดาวแห่งผืนไพร จักสุกสกาวใส ก็ด้วยเหตุปัจจัยที่พร้อมงาม วันนี้ เจ้าของโรงเรียน ที่แท้จริง เขาได้เปลี่ยนย้ายความคิดตน สู่ฐานคิดคุณภาพแล้ว อย่าให้ต้นกล้าและหน่อดาวเหล่านั้น อับแสงด้วยความบอดใบ้อีกเลย เพราะเมื่อมีโอกาสอันดีเช่นนี้แล้ว หากไม่รีบคว้า รีบสร้าง ก็ไม่แน่ใจว่า พรุ่งนี้ จะมีทาง มีโอกาสดีๆ อีกหรือไม่ ...ฤาจะรอให้ สึนามิใหญ่ จากขุนไพร โถมซ้ำซัด จึงจะได้ เปลี่ยนย้าย และตื่นรู้ จากภวังค์ ของผู้หลับใหลใน บางใครคน.....
พิณ คืนเพ็ญ
ยามเช้าก่อนเดินทางฯ
3 ตุลา 56
.....ถึงแม้บางอย่าง อาจจะไม่เกี่ยวเนื่องกันเสียทีเดียว แต่ก็มิอาจปฏิเสธได้ว่า ผลของคลื่นยักษ์ดังกล่าว มีส่วนต่อ ท่าที และ วิถี ที่ทุกส่วนได้เดินมาก่อนหน้า รวมทั้งก้าวแต่นี้ ที่จักดำเนินไป ทำให้ประเด็นการศึกษา แผ่ซ่านซึมลึกในมรรคาของผู้คนในสังคม กว่าก่อนเดิมอย่างมีนัยยะ
......ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด...คือ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ร่วมเดินทางกับคณะลุง อา พี่ เพื่อน แห่ง สพป.มส.2 เยี่ยมเยือน พี่น้องครู หลายโรงเรียน ตามโครงการพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็ก ของสำนักเขตพื้นที่ฯ ที่ได้จัดขึ้น นี่ก็นับเป็นตัวอย่างของก้าวที่ได้เดินมาก่อนหน้า ในอีกหลายๆเรื่องและก็อีกหลายๆอย่าง ซึ่งกำลังจัดวางในที่ทาง ที่เหมาะสม มีโอกาสจะได้สื่อสาร ผ่านห้องครัวอักษราแห่งนี้ในลำดับ ต่อไป
จากการเดินทาง พวกเราได้เห็น ต้นกล้าหน่อดาว ที่รอวันโตสุกสกาวใส เป็นความหวังแห่งแผ่นดิน ในเกือบทุกหย่อมย่าง เราพบว่า โหมดความคิดต่อการศึกษาของพี่น้องชนเผ่า บนพื้นที่ภูเขาสูง ได้ เปลี่ยนย้าย ย้ายจากเดิมที่ ให้น้ำหนักไปที่ โอกาส ในการเข้าถึงการศึกษา เช่น อยากให้มีโรงเรียน อยากให้ลูกได้เรียนหนังสือ อยากให้มีครูมาสอน ฯลฯ แต่วันนี้ ทุกคน ได้ผ่องถ่ายของเก่า และไต่เต้าบันไดมุ่งสู่คุณภาพการศึกษา กันทุกชาติพันธุ์ ย้ำชัดตรงกัน ว่า อยากให้ลูกหลาน อ่านออกเขียนได้ เป็นคนเก่ง คนดี มีงานทำ และนำสุขมาสู่ชีวิตและชุมชน ผู้ปกครองทุกหมู่บ้านที่คณะเราได้เห็น ต่างตั้งธงคุณภาพไว้ที่ตัวลูกหลานเป็นปลายทาง ส่วนรูปแบบ วิธีการ และการจัดการ (เรียนรวม พักนอน โรงเรียนเขตพื้นที่) นั้น สุดแท้แต่ หน่วยจัด (โรงเรียน) จักเห็นว่าเหมาะสม พวกเขาพร้อมสนับสนุนและร่วมดำเนินการเต็มที่.....
ครับ นี่นับเป็นปรากฎการณ์ เปลี่ยนย้ายชุดความคิด โดยย้ายจาก ชุดความคิดหนึ่งไปสู่อีก ชุดความคิดหนึ่ง เป็นการเปลี่ยนย้าย ที่น่าสนใจ น่าสนใจตรงที่ว่า การย้าย ครั้งนี้ อิงคุณภาพ เป็นฐานคิด และก้าวข้าม ปัญหา ข้อจำกัด อุปสรรค เล็กๆ น้อยๆ ที่จะเหนี่ยวรั้ง มิให้ ธงชัยโบกไหว สะบัดไกว.....
"ผมขอสอนหนังสือ แต่งานการเงิน บัญชี พัสดุ งานธุรการ เข้าประชุม และอบรม ขอให้โรงเรียนที่มีครูเยอะๆ ทำหน้าที่แทน" ครูหนุ่มคนหนึ่งกล่าว หลังจากที่เขาตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฯ โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรวมในบางชั้น เนื่องเพราะแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ทั้งดอยกันดารไกล มีเขาเป็นครู อยู่คนเดียว
"เฮากะหันดีโตย เพราะตึงวัน ครูเฮากะมีน้อย ไหนจะประชุม อบรม ขึ้นลง ดอย ละอ่อนแทบจะบ่ได้เฮียน ท่าเยี้ยะจะอี้ ผลดีจะเกิดกับละอ่อน" ผู้ปกครองอีกคน ย้ำยัน ข้อเสนอของครูหนุ่ม และแนวทางที่เขาเลือก
ในขณะที่ผู้ปกครองอีกฟากดอย ซึ่งโรงเรียนมีนักเรียนยี่สิบกว่าคน ก็ร่วมกันคิดและหาทางออกว่า จะเปิดสอนตั้งแต่อนุบาล จนถึง ป. 2 ส่วน ป.3-6 จะไปเรียนรวมกับโรงเรียนอื่น ฯลฯ
พิณ คืนเพ็ญ
ยามเช้าก่อนเดินทางฯ
3 ตุลา 56
วันเสาร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2556
ตัดเท้าให้เข้ากับเกือก
![]() |
| ขอบคุณภาพประกอบ จากเฟสบุ๊ค สำนักข่าวเด็กและเยาวชน สถานี RTV1 |
..........พูดก็พูดเถอะ เชื่อขนมกินได้เลยว่า ไม่ถึงเดือน เรื่องนี้ ก็จะเงียบ เงียบเหมือนเรื่องอื่นๆ ที่เคยเงียบมา
..........เราตื่นเต้น จับฉ่าย กับข่าว เรื่องราว เหตุการณ์ และกระแส แต่มิเคย ได้เรียนรู้อะไรอย่างลึกซึ้งจากกระแสอย่างแท้จริง มิเคยพรากพ้นจากวังวนของเหตุการณ์แบบเดิมๆที่ยึดติดเพียงผิวเปลือก แก่นแกนข้างใน หากลับได้พินิจถึง นี่มิต้องนับกระบวนการใคร่ครวญอย่างมีเหตุมีผล บนวิถีแห่งปัญญา ดังสังคมที่เจริญเป็นกันหรอก นั่นออกจะห่างไกล สำหรับเราอยู่มิน้อย เพราะยังทำความเข้าใจอย่างใคร่ครวญต่อสถานการณ์ต่างๆ ไม่พอ จึงเกิด ทาง ใหม่ ทั้งฉาบฉวย ไร้ราก ยอมเจ็บปวด และสูญเสีย เพียงเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่อยากได้ ต้องการ แม้จะไม่เหมาะสม สอดคล้องกับบริบท และยอมได้แม้กระทั่งสูญเสียความเป็นตัวตนของตนไป ทาง หรือพฤติการณ์ที่เราเป็นนี้ โบราณ เรียกว่า "ตัดเท้าให้เข้ากับเกือก"
![]() |
| ภาพจากhttp://www.readyshopping.in.th/product/bigfoot-slipper |
...........ต่อมาไม่นาน นักเทนนิสชาย ชื่อดัง เจ้าของท่าไหว้งาม ฝีมือท็อปฟอร์ม ไต่บันไดกีฬาได้ลำดับต้นๆ ของมือวางระดับโลก สื่อประโคมข่าวกันใหญ่ หลายคนชอบใจ คลั่งไคล้เป็นแฟนคลับ คนก็ส่งเสริมลูกหลาน ให้เล่น ให้เป็น นักกีฬาเทนนิส อยู่พักใหญ่ ตีมาตีไปคอร์ดดิน ยังไม่ทันลาย เราทั้งหลาย ก็ห่างหายลาลาน ตามฟอร์ม
...........มินานจากนั้น เทควันโดกีฬาฮิต นักกีฬาประสบความสำเร็จ ได้เหรียญและรางวัล พร้อมเห็นชุดเขาสวย ท่าเตะเขางาม ก็ส่งลูกหลานเข้าเรียน ตามคลินิกที่เปิดสอน ซึ่งผลุดบานดังดอกเห็ด เต็มห้างและซอกเมือง สักพัก ก็ม้วนเสื่อลาลาน ตามเดิม ตามฟอร์ม
...........สองเดือน ก่อนหน้านี้่ มีนักกีฬาแบดมินตันไทยไปแข่งรายการระดับโลก แข่งไปแข่งมา คงเห็นว่า กีฬาแบดฯ เอาดีได้ยาก ก็ไล่ทุบกำปั้นเป็นนักมวย แจกเข่าแจกศอกจนหัวถลอกปอกเปิก เป็นที่น่าอิดหนาระอาใจแก่ชาวโลกยิ่งนัก.... ด่ากันในเฟสอยู่พักนึง ก็ลืมกันไป ตามฟอร์ม ตามเดิม
.........ไม่ถึงเดือนให้หลัง พลังตบขนไก่สาว ก็ผงาดตีฟาด สร้างชื่อกระหึ่มฟ้า คว้าแชมป์โลกแบดมินตัน มาให้คนไทยได้สำเร็จเป็นครั้งแรก กระแสนักมวยแบดฯ ก่อนหน้า ก็ค่อยๆเงียบจางลงอย่างรู้ตัว พร้อมๆกับการตื่นตัวใน ฟีเวอร์ คนใหม่ แบบเปรี้ยงปร้าง ซึ่งดังสนั่นสะท้านเมือง บรรดา ส.ส. รมต.ต่างแย่งตัวและเชิญเข้ามารับเงินรางวัล แจกกันเป็นแสน ให้กันเป็นล้าน ยังกับเงินเป็นแผ่นกระดาษ เอ 4 เหลือใช้....
............ครับ ถามหน่อยเถอะ เราได้เรียนรู้อะไร จากกระแสเหล่านี้บ้าง สนใจเพียงปลายทางความสำเร็จกระนั้นหรือ เบื้องหลัง ก่อนที่ คนในกระแส เหล่านี้ เขาจะมาถึงตรงจุดนี้ มีใครรู้ และสนใจอย่างใคร่ครวญบ้าง มีสักกี่คนรู้ ว่า เขาต้องผ่านอะไรมา ต้องต่อสู้กัดกรามกับความเจ็บปวด ทุกข์ท้อ มามากต่อมากสักปานใด กระสอบทรายสักกี่ใบเล่า ที่เขาถีบเตะต่อยต่างน้ำตา เฮดการ์ดกี่อันที่รำพันความขมขื่น สนับแขนกี่ข้าง ที่ป่ายป้องความตรมตรอม ไม่ต้องนับความเจ็บป่วยเมื่อยไข้ของสังขารจากการแข่งขัน ไม่ต้องนับโปรแกรมฝึกซ้อมที่เข้มงวด เคร่งครัดและอัดแน่น ในแต่ละวัน ไม่ต้องนับ อะไรต่อมิอะไรอีกหลายประการที่จะรำพึง เราไม่ได้นับ เราไม่ได้คิด เพราะมัวชื่นชมผล แต่ไม่เคยสนใจเหตุ เมื่อเหตุเป็นเช่นนั้น ผลก็ย่อมเป็นเช่นนี้......
............ผลคุณภาพทางการศึกษาไทย ที่ออกมาเช่นนี้ ก็ดังกัน เพราะความใคร่ครวญอย่างเข้าใจใน ทัศนะแม่บท ต่อการจัดการศึกษากับสิ่งที่เป็นกันอยู่ มันบิดเบี้ยว มิได้เป็นเหตุเป็นผลกัน อย่างจริงแท้ ต่อให้มีการจัดลำดับอีกสักพันครั้ง และหากมุมมอง มุมความเข้าใจ ตลอดจนมุมการปฏิบัติ ยังมิได้ตั้งอยู่บนฐานของเหตุและผล ที่ควรจะเป็นแล้ว ผลที่ออกมา ก็ย่อมเป็นเช่นนี้ ทุกทีไป ...
..........ทัศนะแม่บทว่า จัดการศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แล้วการเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ คืออะไร คือคนไทยเก่ง ดี มีสุข อย่างที่วางกันไว้ นั่นจริงไหม แล้วเราไปถึงตรงจุดนั้นหรือยัง เพราะอะไร มีเหตุปัจจัยอะไรทำให้สำเร็จ หรือล้มเหลว วิธีปฏิบัติ กระบวนการขับเคลื่อน ปัจจัยสนับสนุน พร้อมพอหรือยัง เรากางแผนกลยุทธ์ทางการศึกษา ในสมรภูมิสู้รบกับอวิชชาของคนไทยมากพอแล้วใช่หรือไม่ ที่สำคัญ เราได้ช่วยกันทำ ในทางที่ถูก ผ่านกระบวนวิถีแแห่งปัญญาแล้วหรือยัง ฯลฯ และยังเกรอะกรังด้วยพฤติการณ์ ตัดเท้าเพื่อเกือกงาม อีกกี่มากน้อย
..........ครับนี่ คือข่าว เรื่องราว เหตุการณ์ และกระแสที่ควรนำมาขบคิด ตรึกตรอง มองหาทางแก้ทางพัฒนาร่วมกัน มากกว่าการตื่นเต้น วางเฉย หรือลนลานกับ การณ์ ที่เกิดขึ้น เพราะนั่นเท่ากับเกาะติดเพียงความสูงหรือต่ำ ขึ้นหรือลง ของผิวคลื่นเท่านั้น หาได้หยั่งรู้ ลึกตื้น สะอาด ใส จืด เค็มของคลื่นน้ำเลแห่งความจริงที่โถมซัดสังคมไทยเราไม่ เลิกว่ายตามกระแส เห่อหลงตามอย่างเขา ที่เขาเป็น แต่มิได้ตรองตรึกถึงความเหมาะสม กับตัวตนของไทยเรา เสียที ....
...........ผมเองไม่ใช่ผู้ช่ำชองเชี่ยวชาญด้านการศึกษาอะไรหรอก มิได้มีเจตนาสอนบอกให้ใครด้วยซ้ำ และหากใครไม่เป็น เช่นว่า ก็ต้องขออภัย ภูมิรู้ตัวผมเองก็ดุจหางอึ่ง หากแต่เห็นและตระหนักบางอย่าง อย่างน้อยก็รู้ว่า....เรามีเท้าที่สวยงาม เท้าที่งามนี้ มีไว้สำหรับหยุดคิดและเดินต่อเพื่อถึงจุดหมาย และเลือกตัดเกือก ให้เหมาะงามกับเท้าเราเช่นกัน....เช่นนั้นเอง
พิณ คืนเพ็ญ
บ้านแม่สะเรียง
8 กันยายน 2556
วันจันทร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2556
ดอกไม้บานแล้วพ่อ
วันดีดี อีกวัน
พาหมูน้อยของฉัน
ขี่คอปีนดอย ชมนา
หมูน้อย บอกว่า
บ่ต้องปีน ต้องป่าย
บ่ต้อง ไปตี้ไหน
ดอกหญ้าข้างไร่
ดอกไม้ในนา
บานงามนักหนา
พ่อเห็น งามไหม..คะ
พาหมูน้อยของฉัน
ขี่คอปีนดอย ชมนา
หมูน้อย บอกว่า
บ่ต้องปีน ต้องป่าย
บ่ต้อง ไปตี้ไหน
ดอกหญ้าข้างไร่
ดอกไม้ในนา
บานงามนักหนา
พ่อเห็น งามไหม..คะ
อีกหนึ่งคำงาม
ถาม ธรรม ต่อพ่อ
ดอกไม้บานแล้วหนอ
พ่อเห็น งามไหม
บ่ต้อง ปีนต้องป่าย
บ่ต้อง ไปตี้ไหน
ดอกไม้ ในใจ
ของเรา ก็บานแล้ว...ค่ะ
พิณ คืนเพ็ญ
ริมทุ่งบ้านสุดห้วยนา ลำน้ำแม่ลิด
24 สิงหา 56
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




