วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2561

ถนนมิตรภาพ

"เก่ง" เจ้าของ "ร้านกาแฟกุ๊บลายข่าน"   
ริมทาง 108  ซ้ายมือลงดอยผาบ่อง ก่อนเข้าเมืองแม่ฮ่องสอน 
คุยอย่างออกรส แก่ผู้มาเยือน

"... คนทุกวันนี้ ถูกใส่โปรแกรมให้เป็นหุ่นในเวลาทำงาน เช่น เป็นพัดลม ก็จะเป็นแค่พัดลม จะไม่เป็นอย่างอื่น ไม่ทำอย่างอื่น ..."

"...ทำตามหน้าที่แล้ว ก็อยากได้ค่าตอบแทน..."

แต่ในมุมสำหรับ "เขา" กลับมองว่างานที่ทำ มีความหมายมากกว่านั้น นิยามสั้นๆ แต่บาดลึกถึงเนื้อในคือ  

"งาน คือ ความสุข" 

ช่วงก่อน เขาจับเรื่องพันธุ์ไม้กล้าไม้
แหละไม่กี่ปีผ่านมา ก็เล่นกาแฟและร้านอาหาร ใช้บรรยากาศริมธาร ตกแต่งร้านจนเป็นออร์เดิร์ฟ เสิร์ฟต้อนผู้มาเยือน 

กระท่อมไม้ไผ่ มุงใบตองตึง รูปทรงสไตล์ไทยใหญ่ คือความแปลกใหม่ สะดุดตา แก่ผู้ผ่านไปผ่านมา โดยเฉพาะคนเมืองที่ไม่มีโอกาสได้เห็น ขณะเดียวกัน ก็ขุดต่อมสืบสานในสายธารสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมเก่าก่อนได้ไม่น้อย 

ช่วงฤดูหนาว จึงคราคร่ำไปด้วยลูกค้า จอดรถราเต็มข้างทาง เพื่อจิบและดื่มบรรยากาศบ้านๆ แบบนั้น กาน้ำร้อนที่กำลังตั้งเตา ไอพวยสายพุ่งออกจากปากกาต้ม คละคลุ้งควันไฟลอยอ้อยอิ่งลามเลียใบตองมุงหลังคา นับเป็นภาพโอชาในอารมณ์อยู่ไม่น้อย นี่คือยาแก้เบื่อและเมาเมือง ซึ่งผู้คนเลือกเสพดื่ม

ผมว่าจะดื่มกาแฟและน้ำชา สักถ้วย เขาก็รีบชิงพูดขึ้น

"ช่วงนี้ผมไม่ได้ขายครับ"

พลางผายมือ ให้ดูแปลงกล้าไม้ต่างๆ รวมถึงบ่อเลี้ยงกบและพันธุ์ปลา ซึ่งมีหลายบ่อ ซ่อนผสานอยู่ในเนื้อร้านเป็นที่จุดๆ กำลังจะลงตัว และนี่คือเหตุผลว่า เขาหยุดอะไร เพื่ออะไร

"คนทุกวันนี้ ไม่ได้ทำงานเพื่อเรียนรู้ แต่ทำตามหน้าที่ เพื่อรับเงิน"

เขาคุยถึงสิ่งที่พานพบ และนี่น่าจะเป็นสัจจะแห่งยุคสมัยตอกย้ำความเป็นหุ่นไขลานของผู้คน อีกครั้ง

ผิดที่มีคนแบบเขา หรือ ผิดที่คนเราย้ายคิดอ่านไปงานเพียงเพื่อรายได้ จนลืมความหมายหลายอย่าง 
แม้แต่ความสุข ดังที่เขาเห็นและกำลังเป็นให้ดู

"ไม่สุข จะทำทำไม"

เราทำอะไรเยอะ แต่ขาดตลาด ขาดประชาสัมพันธ์ 

"มีท่อรายได้ เช่น ขายกาแฟ เงินเข้า เป็นรายได้ จ่ายออก เป็นค่าของ ค่าคนงาน ก็เป็นรายจ่าย ท่อนี้ ทำยังไงก็ไม่ได้"
"ต้องมีวาล์ว เงินเข้าเป็นรายได้ ขณะเดียวกัน ต้องปิดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น"


เขาปิดร้านในช่วงที่ไม่มีคน แล้วให้คนงาน กลับไปทำสวนในที่ทางของใครของมัน โดยเขาเป็นหุ้นส่วน เมื่อได้ผลผลิต เขาจะรับซื้อในราคายุติธรรม ได้เท่าไร หักใช้จ่าย แล้วแบ่งปันกันตามกติกา
คราวหน้างานมาถึง คนงานก็กลับเข้ามาทำงานในร้าน กินค่าแรงปกติ พืชที่เล่นกันมีหลายอย่าง แต่ที่ปลูกมากคือ กาแฟ ตอนนี้กำลังกระจายพันธุ์ปลาสู่ลูกสวน  

นอกจากวิธีคิดที่เขาออกแบบจนชัดในหัวแล้ว เขายังมีวิธีจัดการกับความคิดเป็นเนื้องาน อย่างน่าสน ตัวอย่างที่ยืนยันว่า ทุกอย่างกำลังเดินได้ คือ การเติบโต ของร้าน ทุกทิศทาง ไปไม่ได้ ร้านคงโตไม่ได้อย่างที่เป็นอยู่

หลายปีมาแล้ว เขารู้ว่าผมจะไปอีสาน เลยฝากน้ำผึ้งป่าให้ไปถวายพ่อแม่ครูอาจารย์จำนวนหนึ่ง ฝากต้นมหาพรหมราชินีและไผ่ดำอินโด ให้มาปลูกที่สวนนาสีรุ้งงาม ตอนนี้ ไม้เหล่านั้นกำลังโตงาม เขาไม่ได้ตักตวง หน่วงกัก หากพอมีพื้นที่ ก็สร้างทำ เกี่ยวเก็บ สมควรก็แบ่งปัน ไม่ขาด แต่ก็ไม่พร่ำเพรื่อ

วันนี้ ท่อรายได้ที่เขาวางไว้ มองเห็นกำไรที่ชัดมากในอนาคต 
คุยกันอย่างออกรส หมดบุหรี่ไปหลายมวน
ปกติเขาสูบวันละซอง วันนี้มีความสุข ที่ได้แลกเปลี่ยน เคยสูบติดกันสามสี่มวน

ใช่อย่างเขาว่า "ไม่สุข จะทำไปทำไม"

ผมขอตัวออกจากร้าน วันหลังจะไปเยือนอีกแน่นอน

วันอาทิตย์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

แพไม้ไผ่




เช้าวันนี้ได้เข้าสวน มวลแมกใบงามและโตขึ้นมาก ถั่วค้างเลื้อยเต็มร้าน มะเขือก็ออกลูกดกสมบูรณ์ ผักหนามติดทั้งสี่ต้น ปักษาสวรรค์แตกใบได้พุ่มประมาณศอก ผักหวานบ้านก็สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผักคาวตองลงทิ้งไว้ข้างน้ำ ดูพวกมันสดชื่นดี แต่ออกจะยืดหาแสงอย่างเดียว ถ้ามีเวลาตัดแต่งให้ออกพุ่มแตกใบน่าจะเหมาะ หรืออาจเป็นเพราะว่า แสงน้อยเกินไปรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ละต้นเลยกระดืบสูงเข้าหาแสง ชะพลูก็เช่นกัน อยู่ใต้ร่มรำไรของมะละกอ ดูพวกมันเก้งก้างมาก ตัดเตียนจะแตกงาม กล้วยไข่แตกหน่อและลำต้นโตสูง ออกหวีสม่ำเสมอ ที่แปลกตาก็คือ รุ่นนี้ลูกใหญ่กว่าที่เคยมีมา แต่ว่ายังรักษา 4-6 หวีต่อเครือเหมือนเดิม น้อยหน่าพันธุ์ปากช่อง ภาพรวมก็ดี นานไป แสงใบกล้วยจะทำให้มันช้าต่อการเติบโตหาอาหาร อันนี่ต้องเปิดแสงให้พวกเขา

ด้านทางเข้าแปลงกล้วย มีเนื้อที่ว่างอยู่ประมาณ 15 ตารางเมตร ลงมะนาว และผักขจร ไปอย่างละนิดละหน่อย ผักขจรงามมาก มะนาวใบหงิก ถามผู้รู้เขาบอกเป็นโรคแฮงเกอร์ต้องหายามาฉีด เฮ้อโรคในใบสุดท้ายต้องจบลงด้วยยาฆ่าแมลงและสารกระตุ้นเสมอหรือ

ในแปลงกล้วย เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้กระชายป่า มาจากบ้านผาแดง สบโขง ช่วงไปร่วมกิจกรรมจัดมุมประสบการณ์กับคณะครุศาสตร์จุฬาฯ ลองเอามาปลูก ชาวบ้านบอกว่าปลูกง่าย แปะๆ ไว้มันก็ติด ทดลองทำตามเขาว่า ใช่ปลูกง่ายจริงๆ ตอนนี้แตกใบดีมาก ออกทุกเหง้าก็ว่าได้  แต่ว่าหญ้าคลุมสูงมาก บางที่เลยหัวเข่า จนมองไม่เห็นกระชาย หญ้าแรงกว่า ก็เป็นการบ้านข้อใหญ่ อีกเช่นกัน รอคอยสักวันจะได้สะสาง

วันนี้หนูดีมาสวนกับพ่อ พาเธอเดินเล่นหลายจุด มาหยุดกันที่คลองน้ำและแพไม้ไผ่ แพเก่านี้ ตาฤทธิ์เคยใช้สมัยปลูกฟักทองเมื่อปีที่แล้ว บัดนี้ มันนอนแห้งอยู่บนแปลงกล้วย ลองลากลงน้ำ แล้วขึ้นนั่ง เอ่อไปได้ มาได้ เลยให้หนูดีลองมั่ง ผมลากออกมากลางน้ำ เธอขึ้นยืน แรกๆ ก็โครงเครงๆ พอได้จังหวะกันทั้งคนและไม้ไผ่ ก็ไปได้ ผมใช้ไม้ไผ่อีกลำหนึ่ง ดันแพให้ล่องออกไปกลางน้ำ อยากลอยแพเธอบ้าง เพื่อให้เผชิญกับความเป็นจริงว่า สักวันหนึ่ง เธอจะต้องเข้มแข็งพอ ทรงตัวให้ได้กับคลื่นชีวิตลูกแล้วลูกเล่าที่เผชิญ  เมื่อแพลอยออกไปได้สักพัก หนูน้อยชักมีอาการกลัว เธอเรียกให้พ่อเข้าไปช่วย แต่ผมแกล้งเป็นไม่สนใจ ใจก็อยากให้เธออยู่กับลำพังให้ชิน วันหนึ่งที่ไม่มีพ่อแม่ ไม่มีใคร เธอจะประคับประคองตัวเองได้ก็เท่านั้น

บนแพไม้ไผ่ โจทย์ยังไม่ซับซ้อนหรือยุ่งยากพอ แต่ก็เหมาะสมแล้ว ที่เธอต้องเกี่ยวเก็บประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ จากคูคลอง ก่อนท่องลำนาวาที่ยิ่งใหญ่ต่อไป

            พอขึ้นจากน้ำ พวกเราพากันเดินรอบสวน เธอรบเร้าอยากเป่าลูกโป่งจากยางไม้ เหมือนที่พ่อเคยพาเธอเล่นเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นใช้ยางต้นสบู่ดำ หักก้านยอดอ่อนแล้ว เด็ดใบพับเป็นกระทง รองตรงน้ำยางหยด รอไม่ถึงนาที ก็ได้ปริมาณที่พอใช้ ผมถ่มน้ำลายลงไปในกระทงน้ำยาง จากนั้นก็ผสมให้เข้ากัน เด็ดลำต้นหญ้าที่ขึ้นอยู่ข้างๆ มา ทำเป็นวงขนาดเท่าเล็บ จากนั้นลองจุ่มให้น้ำยางจับตึงผ่านวง จากนั้น ค่อยๆ เป่าออกไป จะได้ลูกโป่งใส มหัศจรรย์สำหรับเด็กน้อย อยากได้ลูกใหญ่ ลูกเล็ก ก็ลองหาวิธีเป่าดู สนุกมาก ปีนี้ต้นสบู่ดำอยู่อีกฟากสวน เลยลองใช้ยางมะละกอและยางกล้วยดู ปรากฏว่า ไม่ได้ผล สุดท้ายสองพ่อลูกต้องเดินอ้อมสวนไปทางสบู่ดำ และทำเช่นปีที่ผ่านมา เธอเล่นกับลูกโป่งสวรรค์นั้นอยู่นานทีเดียว

  
จะเป่าความฝันให้เทียวท่อง
โบกจินตนาล่องลัดเหลี่ยมเขา
ลิ่วเลาะเลียบน้ำแผ่นงามเงา
สลัดเขลาโกรธชัง จางลอย?

ใช่ง่าย ดังใจคิด จิตวาด
พันประกาศหนึ่งใฝ่ได้สอย
ผัสสาใหม่กระทำซ้ำรอย
เผลอผล็อยก็คล้อยกลับสำทับนั้น

จึ่งเป่าจึงลอยอยู่อย่างนี้
ว่ายวนมหานทีโศกศัลย์
มืดหมอกกิเลสาจาบัลย์
ฟูฟ่องคืนวันข้ามชาติภพ

แล้วจะเป่าความฝันให้ลอยล่อง
"กลับครรลอง" สู่ "ความจริง" สิ่งประสบ
เพียร "รู้ดัด หัดข่ม" อารมณ์พบ
มีบรรจบ "หนึ่งในพัน" ในฝันจริง..


            ไม่ว่าจะบนแพ หรือบนบก ไม่ว่าเสียงหัวเราะ หรือความสนุกสนาน สิ่งเหล่านี้ เจ้าต้องเรียนให้รู้ รู้ถึงความคุ้นเคยดุจญาติมิตร ต้องชินกับมันเพื่อไม่ให้เกิดช่องห่าง ความอ้างว้าง เดียวดาย กลัว เจ็บ ก็เช่นกัน พวกเขาพร้อมที่จะมาทุกเมื่อ เราต่างหาก ฝึกซ้อมรับมือกับมันมากพอเพียงใด เข้าใกล้จนคุ้นเคยหรือไม่ ถ้าไม่ ต้องฝึก ขอให้เธอโชคดีลูกรัก

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2559

มุมเงียบ

..... แดดยามแลง สาดสีโทนทองต้องลูกกะตา นำพาให้รู้สึกเหงาและเศร้าพิลึก มันเป็นแสงแรกของบ่ายในต้นปี ซึ่งอ้อยอิ่งและเงียบซึมกว่าทุกวัน ต้นหมากและขนุนข้างบ้าน ก่อนหน้าเคยวาดใบล้อลม กลับวันนี้ นานๆ ทีจะเล่นเงากับสีขาวของบ้านพักสักครั้งหนึ่ง เสียงสงัดเช่นนี้ ได้ตอกย้ำและสร้างความชอบธรรมให้กับความอ้อยสร้อยแผ่ริ้วรอยคลุมครอบทุกทิศทาง....

..... หลังการฉลองส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ของผู้คนในย่านนี้ ท่ามราตรีที่ผ่านมา ประทัด พลุ ดอกไม้ไฟ เสียงปืน ดังโป้ง ป้าง ๆ รัวราวกับสงครามอยู่ข้างรั้ว ระคนเสียงไชโย โห่ฮิ้ว ของชายหญิง ที่เอ็ดตะโรจากเพลงคาราโอเกะ ค่อนดึก ฤทธิ์น้ำเมาทำให้พวกเขาคุยกันดังมากขึ้นและมากขึ้น ท้องถนนที่เคยมีเพียง รถเก็บขยะและแม่ค้ากาดเช้า วิ่งผ่านไปมาไม่กี่คัน ยามนี้ มีทั้งเสียงเหยียบเร่ง เสียงเบรค เสียงล้อบดเหยียดถนน ดังเอี๊ยดอ๊าด สุดคืน  กลับในวงเหล้า เสียงขวด เสียงแก้วตกแตก ดังเปรี้ยงปร้างเป็นระยะ ระยะที่บาดร้าว จากหูเสียดลึกถึงใจผู้ทนฟัง ซ้ำร้าย หลายต่อหลายครั้งที่ปืน พลุไฟ ระเบิดขึ้น ชั่วอึดใจ จะมีเสียงตก กรู ซ่า ราวห่ากระสุนกรวดประโคมหลังคา เดชะบุญที่ไม่มีลูกใดทะลุมาฝังหน้าผากเจ้าของเรือน  มันเป็นอยู่อย่างนี้ รอบแล้วรอบเล่า กว่างานจะเลิกรา ก็ปาเข้ารุ่งสางของอีกวัน ช่างเป็นคืนส่งท้ายปีที่สับสน วุ่นวาย ครึกโครม และหวั่นหวาดมิน้อย  สิ้นเสียงนับถอยหลัง เก้า... แปด... เจ็ด ถึง ..ศูนย์ เล่นเอาเขาประสาทแทบจะกินก่อนสิ้นปี เช่นกัน...

..... เช้าแรกวันใหม่ในต้นปี จึงเคลื่อนไปอย่างเชื่องช้าและทึบทึม หลายคนแดดสาดจึงลุกล้างหน้า บางคนเริ่มรู้สึกตัวเดินโซเซกลับบ้าน หลายคนมึนขลักในหัวไม่เป็นอันทำการทำงาน และก็หลายคนตั้งวงใหม่เพื่อถอนพิษค้าง ทั้งหมดเริ่มต้นหลังพระเพลแล้วทั้งสิ้น สำหรับเขาแล้ว เช้าแรกของปี ยังงัวเงียกับเสื่อหมอนและผ้าห่ม เพราะทั้งคืนนอนลุ้นระทึกต่อเหตุการณ์ ราวกับเป็นผู้ร่วมงานฉลองเองก็มิปาน

.... หลายปีมานี้ เขาไม่ได้ร่วมเคาท์ดาวน์กับใคร และมองไม่เห็นว่าพิธีการแบบนี้ จะมีความสำคัญอันใด กลับเฝ้าเก็บตัวอย่างเงียบ ๆ ในมุมเล็กๆ ของชีวิต  มันเป็นเวลาอันน้อยนิดที่เขามีเหลือจากงาน ได้อยู่กับตน โดยที่สมองไม่ต้องครุ่นคิดเรื่องอื่นใดมากนัก การจมดิ่งอยู่กับตนเอง มีความถี่มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นเงียบ ขรึม พูดน้อย และฟังมากขึ้น จะว่าละม้ายนักพรตผู้เคร่งครัด ปฏิบัติโดยมิพูดจากับใครก็จะกล่าวเกินไป  ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่า ท่าทีแบบนี้เริ่มขึ้น ตั้งแต่เมื่อใด รู้อีกที ก็ตอนคนใกล้ชิดอึดอัด แสดงความไม่พอใจออกมาให้เห็น และทนไม่ได้กับความเฉยชา แหละในยามนั้น เขาเองที่ได้กลายเป็นคนแปลกหน้าของความคุ้นเคย ซึ่งต้องร่นถอย หลบมุมเพื่อเยียวยาตนเองอย่างเดียวดาย

.... ในมุมเงียบของเขา หนังสือได้เปิดปกต้อนรับอย่างอบอุ่น ดุจมิ่งมิตร หลายต่อหลายเล่มที่เคยซื้อเก็บไว้ ได้ถูกนำมาเปิดอ่าน อ่านเล่มแล้วเล่มเล่าอย่างพินิจพิเคราะห์ ราวกับการสืบเสาะหาอะไรบางอย่างจากไส้ในตัวหนังสือ บางทีก็ขีด ๆ  เขียน ๆ  หรือพล็อตเรื่อง อะไรบางอย่าง ลงในสมุดบันทึก จนละลานและยุ่งเหยิงเต็มหน้ากระดาษ แต่แล้วกะเขียนไม่เสร็จสักเรื่อง  แต่อย่างไรก็ตาม ฉากเดิม ๆ แบบนี้ ยังย่ำย่างในทางของมัน มิเว้นวัน

"บักกวีใหญ่" บางใครให้ฉายา
"ปีที่ผ่านมา ขายได้กี่เล่มแล้วหละ หนังสือมึง" แฟนคลับผู้ติดตามผลงาน ถามแกมค่อนแคะ
"ดู โน่น ๆ ซีไรต์ มาแล้ว หลบหน่อยสู หลบมันหน่อย"
"กูว่า มึงลาออก แล้วไปเอาดีทางการเขียนเถอะไป๊! (หนังสือฌาปนกิจ) " โหราในหมู่คณะทักเชิงหยัน
      ฯลฯ
ทั้งหมดนับเป็นแรงอัดและผลักส่ง ย้ำยันให้เขาเดินทางผ่านปี เดือน และริ้วรอยของวันเวลาอย่างเงียบ ๆ ... แน่นอน สิ่งเหล่านี้ ได้ช่วยต้อนให้เขาเข้าสู่ภวังค์ และกลายเป็นคนแปลกหน้าของความคุ้นเคยเข้าไปทุกที

.... เรื่องทรัพย์ศฤงคาร ว่ากันเชิงประจักษ์และเป็นเช่นนั้นแล้ว หลายปีที่ผ่านมา สำหรับเขา ถือว่าล้มเหลว หากเทียบกับเพื่อนพ้องน้องพี่หลายๆ คน ในการสร้างและหามาครอบครอง เพราะทั้งเนื้อทั้งตัว มีเพียงหนังสือสี่ห้ากอง รถเก่าๆ คันหนึ่ง แม้เสื้อผ้าเกือบครึ่งก็ยังเป็นเสื้อบริจาค รองเท้าทำงาน ล้วนมือสาม-สี่ และเคยมีประสบการณ์ เดินด่านผ่านดอย มาแล้วทั้งนั้น สร้อยคอคราวเงินตกเบิกวิทยฐานะ ครั้งต้นปีก่อน เขารีบซื้อไว้ เพื่อจะได้ห้อยบูชาพ่อแม่ครูอาจารย์ และเป็นหลักยึดในยามมืดมน แต่มันก็ใช้เวลาไม่น้อยในการเข้าออกโรงรับจำนำ แทนที่จะแขวนห้อยบูชาอย่างที่ควรจะเป็น ขณะเพื่อนฝูง สร้างบ้าน ซื้อที่ดิน ลงทุนทำนั่นนี่ ดูดีมีอนาคตกันทุกคน  ในระยะแรก ๆ เรื่องเหล่านี้  สร้างความอึดอัดขัดใจ และบีบคั้นอยู่มาก แต่นานเข้า เขาเองชักชินชา เข้าใจและยอมรับ แต่กลับไม่แน่ใจว่า เหตุผลนี่จะคลุมครอบคนอื่น ๆ ได้หรือไม่ รวมถึงคนใกล้ชิด

.... สุรานารี หรือก็เช่นกัน เขาผ่านการมีพื้นที่ดื่มด่ำและเมามายมาแล้วทั้งสิ้น หลายต่อหลายครั้งปลุกปล้ำกับมโนธรรมในใจ แข็งขืนเอาชนะ แต่ใช่ว่าจะไร้ห้วงยามของการพ่ายแพ้ มนุษย์มักมีบาดแผลให้กับความอ่อนแอของตนเสมอ  ใครบ้างหละ ที่ไม่อยากเป็นคนดี ถ้อยคำเหล่านี้ มักสบถปนปลอบประโลม เพื่อเยียวยาตนเองในมุมเงียบอยู่เสมอ เช่นกัน

.... หากปีเดือนที่เคลื่อนไป ผ่านถ้อยคำเก่าและใหม่ของวันเวลา เขาประเมินตนเองในมุมเงียบ อย่างเงียบ ๆ โดยไม่ต้องสอบถามความคิดเห็นจากใครเลยว่า สอบตก สอบตก และ สอบ....

"พ่อจ๋า ทำงานทั้งวันเลยนะ " เสียงนางฟ้าทัก จนทำให้ตื่นจากภวังค์ ค่อย ๆ ถอนตัวจากมุมเงียบ หล่อนคงเห็นพ่อนั่งหน้าจอ นานค่อนวัน และเธอเอง ก็คงอยากใช้เครื่องเพื่อดูการ์ตูนตามประสา
" เอ่อ ๆ ใช่ ๆ พ่อทำงาน ทำงาน จ้า" เขาตอบพัลวัน

พลันเสียงไลน์กลุ่ม ก็ดังขึ้น
"ว่าไงเพื่อน ร้านเดิม ตามนัดนะ"
"สรุปงานกันหน่อย นาน ๆ เจอกัลลลล"
"รีบ ๆ มานะเฟ้ย มรึงเนี่ย ให้กรู รอ ตา หลอด"
"กรูได้หมูป่ามา จะให้เขาผัดฉ่า น้ำลายหกหละมรึง"
 "ขวดเก่ายังเหลือ คงพอทำยาได้"
"ปีใหม่ทั้งที ฉลองกันหน่อย รีบมา ๆ  อิ อิ "

..... แดดยามแลง สาดสีโทนทองต้องลูกกะตา นำพาให้รู้สึกเหงาและเศร้าพิลึก มันเป็นแสงแรกของบ่ายในต้นปี ซึ่งอ้อยอิ่งและเงียบซึมกว่าทุกวัน ต้นหมากและขนุนข้างบ้าน ก่อนหน้าเคยวาดใบล้อลม กลับวันนี้ นานๆ ทีจะเล่นเงากับสีขาวของบ้านพักสักครั้งหนึ่ง เงียบสงัดเช่นนี้ ได้ตอกย้ำและสร้างความชอบธรรมให้มุมภวังค์น้อย ๆ แผ่ริ้วรอยคลุมครอบทุกทิศทาง ฤาการนับถอยหลัง เพื่อเข้าเงียบ จะได้เลขผานาทีอย่างเป็นจริงเป็นจังเสียที






วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ระหว่างทาง ระหว่างเรา กับแสงดาวในดวงตา

ค่ำแล้วตะวันลงลาเลือนลับ
ขณะกลับระหว่างทางโรงเรียนบ้าน
เพียงแสงดาววาววับระยับนาน
เงียบสงัดราตรีกาลผู้สัญจร

ระหว่างทางข้างไพรใกล้ริมน้ำ
เสียงหริ่งร่ำหรีดร้องก้องสิงขร
รถสาดไฟแสงส่องต้องบังอร
อรชรกระโจนเผ่นเต้นเข้าไพร

บั้นท้ายเต็มเนื้อล้นแกมหม่นขาว
ขนมันวาวน้ำตาลแดงยามแสงได้
สี่ขาเรียวเทียวคล่องท่องกินใบ
ดงแมกไม้เขียวอ่อนป้อนโตตน

ระหว่างทางพบพานในห้วงเสี้ยว
ปีติเดียวแน่นนับคับถนน
ผุดแสงดาวในตารอนแรมชน
รักษาตัวให้พ้นจากภัยพาน

ค่ำแล้วตะวันลาลงเลือนลับ
ขณะกลับระหว่างทางโรงเรียนบ้าน
บางไฟส่องซุ่มไพรอยู่นับนาน
กัมปนาทปืนพรานก็ก้องดอย

      ....พิณ คืนเพ็ญ...

     ...31 ตุลาคม 2558...