วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

ขุนเขายะเยือก 33



ข้าพเจ้าเสาะแสวงหาสถานที่อาศัย
ขุนเขาเทียนไท้เป็นที่เหมาะสม
เสียงลิงค่างวิเวกร้อง เมื่อสายหมอกเย็นปกคลุม
ประตูฟางหญ้าเปลี่ยนเป็นสีเดียวกับหินผา
ข้าพเจ้าเก็บใบไม้มามุงหลังคากระท่อมในป่าสน
ขุดแอ่งน้ำและลำธารเล็กๆ ณ ที่มีตาน้ำ
บัดนี้ข้าพเจ้าคุ้นเคยกับวิถีชีวิตที่สันโดษ
เก็บเฟินกิน  ชีวิตก็สามารถผ่านพ้นวันเวลาที่หลงเหลือ.


คัดจากหนังสือ : ขุนเขายะเยือก  
ผู้ถอดความ     : พจนา จันทรสันติ
สำนักพิมพ์       : เทียนวรรณกรรม

ขุนเขายะเยือก 60



ปราญช์ยิ่งใหญ่แต่โบราณ
มิได้บอกเลยว่าชีวิตยั่งยืนเป็นอมตะ
สิ่งที่เกิดมาล้วนต้องตาย
สรรพสิ่งป่นสลายกลายเป็นฝุ่นผงและธุลี
กระดูกกองสูงดั่งภูเขาวิปุล
น้ำตาแห่งความจำพรากมากมายดั่งท้องทะเล
สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงชื่อ
ใครเลยจะรอดพ้นจากวัฏจักรแห่งการเกิดและการตาย.

ขุนเขายะเยือก บท ๖๐ นักพรตฮั่นชาน รจนา พจนา จันทรสันติ ถอดความ

ขุนเขายะเยือก 42



ใบไม้ผลิปีกลาย  
เมื่อสกุณาขับขานบทเพลง
ข้าพเจ้าก็หวนคะนึงถึงญาติมิตรพี่น้อง
ใบไม้ร่วงปีนี้  
เมื่อดอกเบญจมาศบานเบิก
ข้าพเจ้าหวนนึกถึงวันเวลาในวัยเด็ก
เมื่อสายน้ำสีมรกตส่งเสียงร้องในสายธาร
และเมื่อเมฆเหลืองปกคลุมท้องฟ้า
โอ้  ช่วงเวลายาวนานแห่งชีวิต
ข้าพเจ้าย้อนคะนึงถึงวันเวลาในอดีตด้วยใจที่หม่นหมอง.

จากหนังสือ ขุนเขายะเยือก บท ๔๒ นักพรตฮั่นชาน รจนา ,พจนา จันทรสันติ ถอดความ

ขุนเขายะเยือก 46



ผู้คนแลเห็นบุรุษแห่งขุนเขายะเยือก
เขาล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า 
" นี่คือเจ้าคนบ้า
ไม่มีใครอยากมองหน้ามันซ้ำสอง
ห่อหุ้มร่างด้วยผ้าขี้ริ้ว
สิ่งที่เราพูดมันก็ไม่เข้าใจ
คำที่มันกล่าวเราก็ไม่รู้เรื่อง "
ถ้อยคำของพวกท่านล้วนไม่น่าใส่ใจ
ลองไปเยี่ยมเยือนขุนเขายะเยือกดูสักครั้ง.
( ขุนเขายะเยือก บท ๔๖ นักพรตฮั่นชาน รจนา ,พจนา จันทรสันติ ถอดความ )