เมื่อวานวันหยุดปีใหม่ ได้มีเวลาอยู่กับลูกสาว พูดคุยเล่นกันตามประสา
ตอนเย็น ท่านรองจรูญ บอกให้ไปเก็บส้มโอที่สวน ผมจึงชวนลูกไปด้วย
เธอดีใจ วิ่งไล่ เล่น ล่า บนกระท่อมตองตึงของท่าน
หลังจากนั้น จึงไปเก็บส้มโอ เดินลุยสวนชมไม้ ต้นนั้น ต้นนี้
เธอคุยเก่ง ถามโน่น ถามนี่ ตามเรื่อง ท่านรองจูงแขนพาไปให้อาหารปลาในบ่อ และเล่นน้ำ จนเปียกปอน
ก่อนกลับ ผมแบกส้มโอขึ้นรถ ระยะทางลำเลียงไกลพอควร จึงให้ลูกรออยู่ที่กระบะ
พลางบอกให้รวมเป็นกอง ระหว่างรอพ่อมา หนูดีร้องเพลงเริงร่าตามลำพัง พร้อมๆ ทำตามดังที่บอก ดุจผู้ใหญ่ ก็ไม่ปาน...
พักหลังมีเสียงเรียกตะโกนและถี่ดังขึ้นเรื่อย ๆ
"พ่อจ๋า พ่อยัญจ๋า พ่อยัญจ๋า ๆ ๆ ๆ ๆ..."
ผมตกใจระคนวิ่งไปดู ด้วยใจเต้น นึกเกรงภยันตรายจะพานลูก
เห็นเธอแล้วก็โล่งอก หมูน้อยของผมยิ้มหวาน โชว์แก้มป่อง แล้วพูดว่า
"พ่อยัญจ๋า สัญญากับหนูดีนะคะ"
"สัญญาอะไรครับลูก"
"พ่อต้องรักษาศีล ไม่โกหก ไม่ดื่มเหล้า
ดื่มเหล้าไม่ดี เดี๋ยวตกนรก รู้ไหมนรกน่ะ มีผีปากแดงด้วย"
ผมอึ้งพร้อมๆ ผวาโอบและหอมฟอดแก้มตุ้ยๆขาวๆ จนสุดลม
น้ำใส ไหลแก้ม เมื่อใด มิทันรู้
มือน้อยๆ อวบอ้วน น่าเอ็นดูนั้น ก็ค่อยๆปาดเช็ดจนขอบตาผู้พ่อจวนเหือด
เหลือแต่ความอ่อนไหวและร้าวลึกในๆ ของเจ้าของดวงตา ไม่สร่างซา...
ลูกจ๋า....
พรุ่งนี้ เป็นไงเราไม่รู้่
พ่อจะอยู่ หรือไปอย่าได้เกรง
วันนี้ ยังมีพิณ พ่อบรรเลง
เป็นบทเพลง กล่อมลูกหล้า.... หลับตาฝัน....
เที่ยงวัน บนดอยแม่ลิด
คิดถึงลูกเจ้า
ขอให้เสนียดปีเก่า
มลายหายหนี
บทสนทนาที่เจ็บปวด
จงจางเจือและคืนสู่ภาวะปกติ
เหลือแต่รัก รัก และรัก สลักใจ ครอบครัวเรา
พิณ คืนเพ็ญ
2 มกรา 56
"เวทีนี้ มีไว้เพื่อบันทึกและบอกเล่าเรื่องราวของคนสันภู ซึ่งเป็นเสมือนยุ้งข้าว คอยเก็บผลผลิตของฤดูกาลแห่งชีวิต ทั้งของตนและคนแรมทาง เป็นมุมเล็กๆมุมหนึ่งในครัวอักษรา แบ่งปันบางอย่าง ให้ได้อ่านคิดคุย มิได้ โดดเด่นดังดี อะไรดอก แค่ได้บอก เชื้อชวน ให้ขบบ้าง ก็เท่านั้น เพราะเชื่อว่า ถ้ายุ้งข้าวนี้ ทำให้คนได้อ่าน มากกว่าสิ่งที่ได้เขียน ก็คิดว่า ได้ทำหน้าที่อย่างยิ่งใหญ่แล้ว ก่อนที่ ถ้อยคำแห่งการพลัดพรากจะผุดเปล่ง ก่อนบทเพลงสุดท้ายแห่งชีวิตจะบรรเลง ตามกฎธรรมดา ก็เท่านั้น"
วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556
กลับสู่นาสวน
กลับสู่นาสวน: เถาหยวนหมิง
เมื่อเป็นเด็ก ข้าไม่ตามกระแสสังคม
มีนิสัยรักภูผาป่าดอย
แต่ได้หลงผิดอยู่ในบ่วงราชการ
เสียเวลาไปถึงสามปี
นกในกรงปรารถนาป่าดั้งเดิม
ปลาในบ่อคิดถึงหนองบึงเก่า
จึงกลับไปถางพงป่าทางใต้
มักน้อยกลับสู่นาสวน
บ้านข้ามีที่ดินสิบโหม่วเศษ
กระท่อมหญ้าแปดเก้าหลัง
อวี๋และหลิงให้ร่มเงาชายคาหลังบ้าน
ท้อสาลี่เรียงรายอยู่หน้าบ้าน
ในที่ไกลมีหมู่บ้านลิบๆรำไร
ควันจากหมู่บ้านลอยอ้อยอิ่ง
สุนัขเห่าในซอกซอยลึก
ไก่ขันบนยอดต้นหม่อน
บริเวณบ้านไม่วุ่นวาย
เรือนว่าง มีเวลาว่าง
อยู่ในกรงมาช้านาน
ได้กลับสู่ธรรมชาติอีกครั้ง
บทกวี จากเพื่อนโต้ง มอบให้วันมาบรรจุเป็นครูแม่ฮ่องสอน
23 พฤษภาคม 2543
ขุนเขายะเยือก 33
ข้าพเจ้าเสาะแสวงหาสถานที่อาศัย
ขุนเขาเทียนไท้เป็นที่เหมาะสม
เสียงลิงค่างวิเวกร้อง เมื่อสายหมอกเย็นปกคลุม
ประตูฟางหญ้าเปลี่ยนเป็นสีเดียวกับหินผา
ข้าพเจ้าเก็บใบไม้มามุงหลังคากระท่อมในป่าสน
ขุดแอ่งน้ำและลำธารเล็กๆ ณ ที่มีตาน้ำ
บัดนี้ข้าพเจ้าคุ้นเคยกับวิถีชีวิตที่สันโดษ
เก็บเฟินกิน ชีวิตก็สามารถผ่านพ้นวันเวลาที่หลงเหลือ.
คัดจากหนังสือ : ขุนเขายะเยือก
ผู้ถอดความ : พจนา จันทรสันติ
สำนักพิมพ์ : เทียนวรรณกรรม
ขุนเขายะเยือก 60
ปราญช์ยิ่งใหญ่แต่โบราณ
มิได้บอกเลยว่าชีวิตยั่งยืนเป็นอมตะ
สิ่งที่เกิดมาล้วนต้องตาย
สรรพสิ่งป่นสลายกลายเป็นฝุ่นผงและธุลี
กระดูกกองสูงดั่งภูเขาวิปุล
น้ำตาแห่งความจำพรากมากมายดั่งท้องทะเล
สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีเพียงชื่อ
ใครเลยจะรอดพ้นจากวัฏจักรแห่งการเกิดและการตาย.
ขุนเขายะเยือก บท ๖๐ นักพรตฮั่นชาน รจนา พจนา จันทรสันติ ถอดความ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


