วันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เปิดใจ

เปิดใจ  ปล่อยวาง คือหนทางสู่ความสุขสงบ
เรารบกับอะไร ไม่สู้เท่า การสู้รบกับใจ ที่ปราศจากสติ
รบกับผู้อื่น หมื่นแสน หาได้ร้อนแรงร้ายเท่า รบกับกิเลสในใจเรา
หมั่นปลอกเปลือก หมั่นกระเทาะตน หมั่นเพ่งพิจ ตรวจสอบ ข้อผิดพลาดของตนเอง แล้วปรับปรุงแก้ไข
สู่การปล่อยวาง พันธนาการที่รัดรึง จักเห็นแสงรำไรที่ไปถึง ความสุขที่เข้าถึงจริงๆ
       แม่ลิด
รับแขกนานาชาติ

วันเสาร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ความสำเร็จกับความสุข

        วันหยุดวันนี้ ผมชอบและมีความสุขมากๆ เริ่มจากตื่นนอน นั่งคุยกับเด็กนักเรียนพักนอนที่โรงเรียน  แล้วพาพวกเขาทำความสะอาดบริเวณ  รดน้ำดอกไม้ รดน้ำต้นไม้ รดน้ำผักต่างๆที่ปลูกไว้ แถมปลูกเพิ่มเติมอีกอย่าง คัดแยกขยะเพื่อนำไปขาย ปัดกวาดเช็ดถู ตรงนั้น ตรงนี้บ้าง ซึ่งเป็นงานง่ายๆ แต่ทำแล้วมีัความสุขอย่างบอกไม่ถูก เป็นงานเล็กๆ แต่ขยายเป็นชิ้นใหญ่ งานโตได้ อย่างอัศจรรย์

      ว่าไปแล้ว คนเราทุกวันนี้ มักแยกความสุขกับการทำงานออกจากกัน เห็นได้จาก บางคนพอเลิกงานก็บอกเป็นเวลาเริ่มต้นของความสุข บางคนพอวันหยุดก็บอกเป็นเวลาสิ้นสุดของความทุกข์ที่รัดรึงและเป็นการเริ่มต้นแห่งการลั้ลลา...อะไรต่างๆ นานา ตามประสา
    
      ไม่ว่าจะเป็นความสุขหรือการลั้ลลานอกเวลาทำงาน ดังที่่ว่านั้น มันย่อมสะท้อนโลกทัศน์ของคนทำงานในยุคสมัย ได้ว่า ความสุขกับงานที่เขาทำนั้น มีเส้นกั้น ขีดแบ่ง กันอยู่ ซึ่งอาจเกิดจากหลายเหตุปัจจัย อาทิ งานที่ทำไม่อาจเป็นเหตุให้เกิดความสุขได้ หนึ่ง หรือเขาไม่อาจสร้างสุขจากการทำงานได้ หนึ่ง

      โดยส่วนตัวแล้ว สิ่งสำคัญของการทำงาน คือ การมุ่งความสำเร็จดังเป้าที่ตั้งไว้ แต่สิ่งยิ่งใหญ่คือต้องได้รับความสุขจากการทำงานนั้นด้วย
      จะมีความหมายใด หากความสำเร็จมีมากมาย แต่ตั้งอยู่ได้บนซากกองของความทุกข์ทน
      จะมีความหมายใด ที่ผลงานสำเร็จ แต่ปลอดเงาเม็ดของความสุขติดตามกาย

      นั่งคิด ตรึกตรองได้ความสัมพันธ์พื้นฐาน ของงาน ความสุข และความสำเร็จ ดังนี้

1            งาน =  สำเร็จ
 
2           งาน =  สุข


3           งาน =  สุข+สำเร็จ

     เห็นได้ว่างาน มีตัวชี้วัด เป้าหมาย คือความสำเร็จ หากไ่ม่สำเร็จ แสดงว่า สิ่งที่ทำนั้นยังไม่บรรลุ (1)
     ในขณะที่ งาน ก็ต้่องเป็นเหตุ ปัจจัย ให้เกิดสุข ผู้ทำงานเอง ก็ต้องรู้จักสร้างสุขจากการทำงานได้เช่นกัน (2)

      โดยพื้นฐาน ทั่วไป  เรารับรู้และเข้าใจ ว่างานที่ทำต้องสำเร็จ (งาน= สำเร็จ) เพียงฝ่ายเดียว
       แต่ไม่ได้ให้น้ำหนักกับ งานที่ทำ ต้องสร้างสุข สักเท่าใดนัก


      ในวันที่ความรัดรึงบีบเค้นหัวใจของคนทำงาน วันที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยทุกข์จากภาระงานอันหนักอึ้ง มันสอนให้เราต้องทำความเข้าใจและเปลี่ยนโลกทัศน์ใหม่กับงานแล้วหละ ว่า งาน จะมุ่งความสำเร็จโดยปราศจากความสุขไม่ได้ เพราะไม่ใช่แนวทางสู่ความยั่งยืน รากแขนงหนึ่งของความยั่งยืนในสังคม มาจาก การสร้างสุขจากงานที่ทำ (งาน= สุข) และควรเป็นความสุขที่นำหน้า ความสำเร็จในทุกคราวครั้งที่ลงมือทำอะไรเสียด้วยซ้ำ ที่สำคัญก็คือ ความสุขและความสำเร็จเป็นหนึ่งเดียวกันที่มีอยู่้ในงาน

      หัวใจทั้งหมด จึงอยู่ที่การเห็น การเข้าใจ ธรรมชาติ ทั้งธรรมชาติของงาน และธรรมชาติของจิตไปพร้อมๆ กัน

      ใครสามารถทำให้ งาน พบสุข พร้อมๆกับความสำเร็จ ได้ นับว่า ผู้นั้นเข้าใจในธรรมชาติทั้งของงานและธรรมชาติของจิตอย่างเหมาะสมและลงตัว ถือเป็นผู้ที่มีความชาญฉลาด ในการใช้ และเข้าถึงชีวิต 
    
       ครับโดยส่วนตัวผมเอง ก็สามารถทำได้ ตาม 1 บ้าง ตาม 2 บ้าง  ตาม 3 บ้าง แต่พูดก็พูด ยังไม่ยั่งยืน บางทีก็ผีเข้าผีออก ซ้ำร้ายไม่ได้สักอย่าง ก็ยังมี
     
      แต่อย่างไรก็ตาม ...ตราบที่ยังมีลมหายใจ ยังต้องหมั่น ฝึก ฝน พัฒนาตน ทำให้ได้ทั้ง 3 ข้อ และทำให้ ข้อ 3 เกิดความยั่งยืน ให้ได้
      นับจากนี้ ไม่มีเหตุผล หรือข้ออ้างอื่นใด นอกจาก พยายาม  พยายาม เพื่้อสร้างสุขจากการทำงาน สร้างสุขจากชีวิต และสร้างสุขจากทุกข์ระทมขมขื่น ให้เกิดจงได้ เพราะนั่น คือ ยอดคนหล่ะ
อยากเป็นยอดคนมั๊ย อยากเป็นก็ต้องพยายาม

       
                               พิณ คืนเพ็ญ
     เช้าอาทิตย์ ให้กำลังใจตนเอง ดูตนเอง พัฒนาตนเอง
                              แม่ลิดแดดอุ่น
                                10 ก.พ. 56

        

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เวลาชีวิต อยู่ที่คิด ที่จะมอง

ยามเช้า...อันสดใส เยือกเย็น เรียบง่าย ท่ามเทือกภู
ยามสาย..อันอบอุ่น ละมุน อุ่นอิงจากแดดอ่อน
ยามเที่ยง..อันกล้าแกร่ง เข้มแข็ง รับพลังแรงของชีวิต...จากตะวัน
ยามบ่าย...อันเชื่องช้า รับลมเย็นโชยกายา เพิ่มคุณค่าพินิจชีวิต จากลมภู
ยามเย็น... ส่งตะวันกลับฟ้า รับเดือนดารา มาประโลมโลก งดงาม งดงาม
ยามค่ำ... มืดมิดหนทางเท้าและดวงตา แต่อาศัยจันทร์ดารา มองเห็นข้างใน เข้าถึงตน
ยามดึก...เงียบเสียงผู้คนและหมาน้อย ยิ้มให้ดาริกาบนฟ้ากว้าง...ล่ำลา แล้วหลับฝัน
ชีิวิตคนเรามันมีเท่านี้ มีเท่านี้ อยู่ที่จะเห็น อยู่ที่จะเข้าใจในสรรพสิ่้ง มองมากๆ เข้าใจมากๆ สักวันคงเข้าถึง ธรรม ได้มากๆ เช่นกัน



      พิณ คืนเพ็ญ
     ยามเช้าแม่ลิด

วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จินตนาการเด็กที่ไม่เด็ก

       ณ ร้านกาแฟ ไอศครีม อินเตอร์เน็ต บรรยากา่ศและวิวงามๆ หน้าถ้ำแม่สะเรียง สองพ่อลูกกินไอติม และกาแฟอย่างโอชา ลูกสาวเอื้อนถามพ่อ แบบท้าท้ายว่า

ลูก : พ่อจ๋า พ่อจ๋า อยากขึ้นไปดอยนู้นไหม?
       ลูกถามพลางชี้มือไปที่ไหล่ดอยอีกฟาก ที่ที่ไม้เขียวรกครึ้ม หยัดต้น เอนใบ ริมผาสูงชัน

พ่อ : ไปทำไมหล่ะลูก
       ผู้พ่อ ถามกลับแบบงงๆ เพราะนอกจากจะชันสูงแล้ว ยังคิดไม่ออกว่า จะไปทำอะไรที่นั่น  ระหว่างที่คิดแบบงงๆ นั้น ลูกก็จี้คำถาม เพื่อรบเร้าคำตอบ...อีกครั้ง

ลูก : พ่อ อยากไปไหม?

พ่อ : จะไปยังไงหล่ะลูก
       ผู้่พ่อถามกลับแบบกึ่งผ่านกึ่งอยากรู้

ลูก : อ๋อ...อ้อ.. เราก็ีใส่ปีก อย่างนางฟ้า แล้วก็บินไปงั๊ย ง่ายนิดเดียว พร้อมๆ กับรอยยิ้่มแก้มป่อง
      

พ่อ : อืมมมม

ครับ ....บางทีด้วย วัย เวลา หน้าที่ ที่นอกจากจะสั่งสมประสบการณ์ด้านบวกให้กับเราแล้ว สิ่งหนึ่งของด้านกลับ ก็คือว่า มันได้ทำลายความสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ โผล่ขึ้นมาอีกด้านนึง เช่นกัน
....เพราะพันธนาการที่หนักอึ้ง สอนให้ผู้ใหญ่ ปกป้องตนเอง ขณะที่วัยบางอ่อน เยี่ยงเด็กๆ นั้น คิดสร้างสรรค์และข้ามพ้นกรอบแข็งทื่อ ไปได้
     ถ้าผู้ใหญ่อย่างพวกเรา รู้จักเลือกที่จะเป็นเด็กบ้างในบางครั้ง ก็จะได้อะไรดีๆ อีกมากเลยนะครับ
 

พิณ คืนเพ็ญ