โรงเรียนของผม มีหมาทั้งหมด สามสิบตัว พอพอกับจำนวนนักเรียนชั้น ป.สาม นี่นับเฉพาะอยู่ประจำ ไม่รวมตัวที่ไป-กลับ ซึ่งมีอีกราวสิบตัวเศษ หมาเหล่านี้ ผมเรียกว่า หมาราชการ เพราะจะอยู่หรือมาโรงเรียนเฉพาะในวันที่เปิดทำการเท่านั้น วันหยุด ไม่เห็น...แม้แต่หาง
สถานที่พักพิงของเขา คือโรงรถหน้าบ้านพักครู บ้างก็ข้างหอพักนักเรียน บ้างก็ใต้ถุนอาคารไม้ บ้างก็ขุดโพรงดินอยู่ตามแนวป่าด้านหลัง อยู่กันเป็นครอบครัวเลยครับ พักหลัง ออกลูกเล็กๆ อีกแปดตัว เสียงอีดออด ๆ ระงมสุดวันสุดคืน เป็นที่รบกวนยามพักผ่อนยิ่งนัก
นอกจากเสียงแล้ว การฉี่และอึ เรี่ยราด ไม่เป็นที่เป็นทางก็นับเป็นปัญหาไม่น้อย ตามสนามกีฬา หน้าอาคาร หรือแม้่แต่ถนนบ้าง สุดจะพรรณา แค่นั้นยังไม่พอ เช้าเย็นเพื่อนจะเป็นพนักงานเก็บขยะ ไล่คุ้ยขยะตามถัง เขี่ยแล้วไม่เก็บ ขยะตกกระจุยกระจายเต็มลานกว้า่ง เป็นที่รำคาญ แถมบางตัว มีหมัดเยอะ ตามซอกหูและขนหลัง ดำพรึด ย้วะเยียะไปหมด บางทีหมัดก็กระโดดติดแข้งขาคุณครูขึ้นไปห้องด้วย ครูบางคนแพ้หมัด จนตัวบวมแดง ก็มีให้เห็น จนมีใครหลายคนเสนอว่า ควรทำหมันบ้าง ควรแจกเขาไปเลี้ยงบ้าง หรือแม้แต่เสนอให้ทำลูกชิ้น และเมนูพิเศษ ก็มีเช่้นกัน
ท่ามกลางภาวะ ไร้ประโยชน์ ไม่มีคุณหรือสร้างปัญหา... ของใครหลายๆ คน หมาน้อยเหล่านั้น ก็ได้ทำอะไรบางอย่าง อย่างเงียบๆ ให้ได้เห็น วันนั้นขณะที่ผมนั่งทำงานที่บ้านพัก ต้องหนวกหูกับเสียงเห่าของพวกเขา ทั้งดังและเอาเรื่อง นานเกือบครึ่งชั่วโมง ผมอดไม่ไ้ด้ เลยต้องเดินไปดู ปรากฎว่า มันพากันเห่า หมู (หมูอู๊ดๆ นี่แหละครับ) ของชาวบ้านที่เข้ามาในโรงเรียน หมูและสัตว์เลี้ยงอื่น นับเป็นปัญหาใหญ่ของโรงเรียนบนดอย หากไม่มีรั้วรอบขอบชิด แล้วมันจะเข้ามาก่อวีรกรรมนานา ไม่ต่างกับหมาหรืออาจจะหนักกว่าด้วยซ้ำ
วันนั้น หมูดอยตัวเขื่อง หลงเข้ามาข้างใน ก็เจอ หมาหมู่ เหล่านั้น เห่าหมู เข้าให้ ไล่เห่า ไล่ขบ จนเกือบไม่รอด ต้องวิ่ง อู๊ด ๆ ๆ ๆ ออกนอกพื้นที่พัลวัน นับจากนั้น ก็ไม่ได้เห็นหมู หรือสัตว์เลี้ยงอื่นใด เข้ามาในโรงเรียนอีกเลย
ครับ จากวันนั้น ก็ทำให้ผมเข้าใจสัจธรรมบางอย่าง ว่า สรรพสิ่งนั้นมีัคุณค่าอยู่ในตัวของมันเองทุกอย่าง ต่างทำหน้าที่ของตน บางครั้งก็ไม่ควรประเมิน หรือตัดสิน อะไรง่ายๆ จากสิ่งที่ได้เห็น หรือคาดเดาจากความรู้สึก ความคุ้นชิน เข้าพิพากษาว่าต้องเป็นเช่นนั้น เช่นนี้ เสมอไป
บางทีสิ่งที่เห็นว่า มันไร้ประโยชน์ ไม่มีคุณค่า หรือสร้างปัญหา แท้จริง หาได้เป็นเช่นนั้นเสมอไปไม่ เพียงแต่ยังไม่ได้แสดงธรรม อีกด้านให้ประจักษ์ก็เท่านั้น สิ่งสำคัญคือ ตัวเราในฐานะผู้มอง ต้องมองสรรพสิ่ง บนพื้นฐานความเข้าใจ ตามความเป็นจริง ความเป็นจริงก็คือ ทุกสิ่งมีดำ มีขาว มีพร่อง มีเต็ม มีขาด มีเกิน ซึ่งเป็นสภาวะของความเป็นจริง เป็น สภาวะธรรม เราจึงต้อง เห็นถูก ตรงนี้ให้ได้เสียก่อน เราไปเปลี่ยนแปลง ความจริง อะไรตรงนี้ไม่ได้ หน้าที่คือ จะอยู่อย่าง รู้เท่า และ รู้ทัน สภาวะธรรม เช่นนี้ได้อย่างไร นี่นับเป็นการบ้านของการพัฒนาตน... ถ้าทำได้ นั่นแสดงว่า เริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงภายในและเห็นธรรมขั้นต้นแล้ว...
ขอบคุณหมาน้อยเหล่านั้น ที่ช่วยให้ได้เห็นอะไร จากภายนอก ได้พิจารณาอะไรจากภายใน จะพยายาม รู้ ความจริง ตาม ธรรม จะพยายามเข้าใจ และ รู้เท่าทัน ธรรม ทั้งหลาย ทั้งภายนอกและภายในตนต่อไป ....ขอบคุณครับ
พิณ คืนเพ็ญ
ก่อนเที่ยงที่แม่ลิด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น